ดู: 270|ตอบกลับ: 1

Fate.3


เชิญชวน

                ยามค่ำคืนหลังการแสดงของคณะละครสัตว์ เฟท เมจิกเชี่ยน ถูกเติมเต็มด้วยบรรยากาศเงียบสงัดนักแสดงทุกคนต่างทำภารกิจของตัวเองจนเสร็จเรียบร้อยก่อนจะเข้านอนเป็นปกติเหมือนทุกวันทว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าของที่แห่งนี้ก็ยังมีเรื่องที่ต้องจัดการไม่จบไม่สิ้น
                ในโบกี้หนึ่งของรถคาราวานที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นห้องห้องหนึ่งถูกจับจองโดยชายสองคนคนแรกมีเรือนผมสีขาวปลอดจรดปลายเส้นผมยาวและดวงตาสีเงินคมสวยส่วนอีกคนหนึ่งเป็นเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นทรงสั้นกับนัยน์ตาสีทับทิมประกายน่าหลงใหล
                “ว่ายังไงล่ะเจ้าคิดว่าเขาใช่คนที่เราตามหารึเปล่า”
                เมื่อได้ยินคำถามซ้ำๆเป็นรอบที่ร้อยโดยที่ไม่เคยได้คำตอบจากเขามาดีนด์ก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายทว่าเจ้าตัวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตอบออกไป และดูเหมือนว่าฝั่งตรงข้ามก็ไม่คิดจะหยุดถามด้วยเซ่นกัน
                “นี่มาดีนด์ถ้าเจ้าไม่คุยกับข้า ข้าก็จะไม่หยุดถามนะ” ดวงตาสีทับทินฉายแววบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะปรับมาเป็นรอยยิ้มกว้างชวนขนลุกเช่นเดิม”และข้าก็จะถามต่อด้วยว่าตกลง‘เขา’ ใช่หรือไม่ใช่กันแน่”
                ใบหน้าคมคายเหลือบมองท่าทางนั้นอย่างอ่อนใจเห็นทีเขาคงจะต้องพูดจริงๆแล้วสีนะ...ว่าแล้วร่างสูงก็ขยับที่นั่งให้หันมาประจันหน้ากับคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยคำสั้นๆที่คิดว่าได้ใจความที่สุดออกไป
                “คงจะใช่”
                และนั่นก็ทำให้ปฏิกิริยาของชายตรงหน้าไม่ต่างจะที่เขาคิดไว้เท่าไรคิ้วสีน้ำตาลขมวดชนกันอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นคำถามไม่หยุดหย่อน
                “เจ้าหมายความว่ายังไงเจ้ายังไม่แน่ใจหรือ หรือว่าเขาดูโง่เกินไปจนเจ้าอาจจะไม่สนใจหรือบางทีสัญชาตญาณของเจ้าอาจไม่รับรู้อะไร จนบางทีเขาก็อาจจะไม่ใช่...”
                “หยุดๆ”น้ำเสียงปรามอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักดังขึ้นขัดก่อนที่เขาจะพยายามรวบรวมคำพูดใหม่แล้วเอ่ยมันออกมาอีกที”ข้าไม่แน่ใจว่าจะเป็นเขาหรือไม่แต่ข้าคิดว่าความเป็นไปได้มีมากทีเดียว”
                “ทำไมล่ะเจ้าเห็นอะไรในตัวเขางั้นหรือ” อีกฝ่ายหน้าถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
                “เซอร์คัสทำไมเจ้าถึงตามหาเขา”ร่างสูงมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนที่จะยืนขึ้นเป็นเชิงว่าใกล้จะหมดเวลาตอบคำถามแล้ว
                “ก็เพราะเขามีพลังของเฟทไงแล้วเจ้าจะไปไหน ข้ายังถามไม่หมดเลยนะ”คนถูกเรียกว่าเซอร์คัสผุดลุกตามอย่างไม่เข้าใจ
                “ข้าก็แค่รู้สึกถึงสิ่งนั้นที่ข้าต้องบอกมีแค่นี้แหละ” ว่าแล้วเขาก็เดินออกนอกโบกี้นั้นไปทันทีทิ้งให้อีกคนต้องขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
                “หมายความว่าชายคนนั้นมีพลังของเฟทอยู่หรือเอ๊ะ! เจ้าเด็กบ้านี่ จะเงียบให้ได้อะไรนักหนาเดี๋ยวข้าก็ไม่จ่ายเงินเดือนเสียหรอก!”   
ตึกๆๆ
                เสียงรองเท้ากระทบกับพื้นของรถคาราวานดังขึ้นในความมืดอย่างสม่ำเสมอก่อนที่เจ้าของเสียงนั้นจะเลือกนั่งลงที่โซฟาตัวเก่งปกติแล้วหนึ่งโบกี้จะต้องมีสมาชิกพักอยู่ด้วยกันสองคนยกเว้นห้องของเซอร์คัสที่ถูกยกเว้นเป็นพิเศษเพราะสิทธิ์ที่เป็นหัวหน้าแต่ว่าตอนนี้พื้นที่นี้มีแค่เขาคนเดียวเพราะอีกหนึ่งคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอยู่ข้างนอกนั่น
                ฝ่ามือเรียวถูกยกขึ้นในระดับสายตาก่อนที่จะแบมันออกเหมือนกับจะร้องขออะไรสักอย่างไม่นานกลางฝ่ามือนั้นก็มีกลุ่มพลังงานสีดำสนิทปรากฏขึ้นมาและค่อยๆขยายใหญ่จนมีขนาดเต็มฝ่ามือ
                ดวงตาสีเงินสบกับกลุ่มพลังงานนั้นแน่นิ่งก่อนที่เขาจะปล่อยให้มันลอยอยู่ตรงหน้าและไม่นานมันก็เริ่มฟุ้งเหมือนกันผงฝุ่นที่โดนลมพัดกระจายไอของมันค่อยๆโอบล้อมตัวเขาอย่างช้าๆทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดพาให้ต้องหลับตาตามอย่างช่วยไม่ได้และเมื่อเขาลืมตาขึ้นทัศนียภาพที่ควรจะเห็นก็เปลี่ยนไปกลายเป็นความมืดไม่มีที่สิ้นสุดสิ่งที่เห็นมีเพียงวัตถุทรงกลมทอแสงนวลราวกับดวงจันทร์ที่ถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าชวนให้รู้สึกสบายตาเขาจ้องมองมันเนิ่นนานราวถูกสะกดก่อนที่เจ้าตัวจะรู้สึกตัวแล้วตัดการเชื่อมต่อของก้อนพลังงานนั้นไปให้ทุกอย่างคืนสู่สภาพเดิม
                “เป็นพลังที่อันตรายจริงๆ”เขาพึมพำระหว่างที่ใช้มือเปล่าที่ไม่ได้สวมถุงมือที่สวมอยู่เป็นประจำนั้นกลึงลูกเต๋าสีดำที่กลายเป็นจี้ห้อยคอไปพลาง
                ยิ่งนั่งอยู่คนเดียวนานเท่าไรความคิดก็ยิ่งเตลิดไปไกลเท่านั้นภาพเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนลอยเข้ามาในหัวของเขาราวกับฉายซ้ำ ชายที่มองเขาตัวสายตาประหลาดเหมือนกับจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างในตัวเขาตั้งแต่ที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์เมื่อเริ่มแสดงเป็นคนเดียวกับที่เขาเห็นว่ามีอุปนิสัยแปลกๆอย่างการขโมยอมยิ้มที่ปัญญาอ่อนสิ้นดีและเป็นคนเดียวกับคนที่กล้าใช้โชคของตัวเองท้าทายมายากลของเขาทั้งๆที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองมีเลยสักนิด
                และนั่นเองก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจในตัวชายคนนั้นตั้งแต่แรกเห็นถึงไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่แต่บางอย่างก็ทำให้เขารู้สึกว่าชายคนนั้นรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวของเขาเองในด้านที่ตัวเขาไม่เคยรู้แววตาที่มองมันเหมือนกับว่ารู้ทันในทุกๆอิริยาบถที่เขาจงใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อปิดกั้นตัวเอง...หรือเป็นแค่ความบังเอิญกัน...
                “คิดไปก็ปล่าวประโยชน์”ริมฝีปากหนาเอ่ยกับตัวเองอีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจลุกไปที่เตียงเล็กๆของเขาเพื่อเป็นสัญญาณว่าได้เวลาสำหรับการพักผ่อนเสียที
                สำหรับชายคนนั้นยังมีเวลาให้คิดอีกมากชายที่มั่นใจในโชคของตัวเองเสียเหลือเกินจนกล้าอวดดีกับเขาไม่ว่าการพบกันครั้งหน้าจะทำให้เป็นมิตรหรือศัตรูก็ตามแต่ก็จะไม่มีวันที่จะมันสั่นคลอนความเป็นตัวตนของเขาได้อีกแน่...
                “เท่านั้นยังไม่พอนะลุงทั้งๆที่ดูเหมือนจะหละหลวมเรื่องบทไปเน้นการผาดโผนเสียส่วนใหญ่แต่พอดูจบแล้วก็ยังเหมือนได้ดูละครที่เจ๋งสุดๆเรื่องหนึ่งเลยล่ะแล้วแถม…” ภาพชายหนุ่มผมดำแต่ปากแดงเสียจนหน้าหมั่นไส้กำลังพล่ามไม่หยุดด้วยความตื่นเต้นของตัวเองที่ตกค้างมาตั้งแต่เมื่อคืนทำให้เมดีสที่ถูกก่อกวนเป็นรอบแรกของวันนี้ต้องละจากงานมานั่งฟังด้วยความเซ็งบวกกับใบหน้าเหมือนปลาขาดน้ำกำลังที่พยักหน้าเบาๆไปด้วย
                “แต่ถ้าจะพูดถึงนักแสดงล่ะก็ข้าว่าคนที่เป็นโจ๊กเกอร์นั่นน่าสนใจอยู่นะ ตาเขาเป็นสีแดงทับทิมสวยเลยล่ะดูเหมือนว่าเขาจะมีความสามารถในการพูดหรืออะไรทำนองนี้ไม่น้อยเลยแต่คนที่ข้าไม่ชอบก็มี เจ้านั่นน่ะน่าหมั่นไส้สุดๆแถมยังท้าทายข้าอีกต่างหากผมงี้ขาวไปหมดตาก็สีเงินๆ ไม่อยากจะพูดว่าทั้งตัวนี่อย่างกับสมุดระบายสีที่ไม่มีใครซื้อข้าว่านิสัยจริงๆต้องเป็นพวกที่ไม่ค่อยพูดเพราะกลัวดอกอุตพิดร่วงจากปากแน่ๆ แล้วก็…”
                “เดี๋ยวนะๆ”เมื่อฟังจนหูเริ่มชาความรู้สึกอยากขัดก็ทำงานจนได้เมดีสมองหน้าคนที่จ้องตาแป๋วใส่เขาแล้วเอ่ยต่อ”ที่ว่าสมุดระบายสีนั่นน่ะคืออะไรข้าไม่เข้าใจแล้วอีกอย่างเขาเรียกว่ากลัวดอกพิกุลร่วงจากปากต่างหากท่าทางวิธีที่เจ้าแอบไปขโมยเรียนอยู่นอกหน้าต่างของโรงเรียนนั่นคงจะใช้ไม่ได้ผลละมัง”
                “โธ่ลุงข้าก็แค่เปรียบเทียบให้มันดูเหม็นๆเข้าไว้ ก็ข้าไม่ชอบเจ้านั่นนี่ส่วนเรื่องสมุดระบายสีนั่นข้าหมายถึงทั้งตัวเจ้านั่นมันแทบจะไม่มีสีไม่ต่างจากกระดาษขาวเลยก็เท่านั้นเองแต่จะว่าไปข้าก็รู้สึกว่ามันแปลกๆอยู่นะ ถ้าลุงไปก็คงจะรู้สึกเหมือนข้าแน่ๆตอนที่เจ้ากระดาษนั่นขึ้นแสดงข้ารู้สึกว่าในตัวของเจ้านั่นมีอะไรที่มันไม่ปกติเท่าไร”ไวกัสบ่นไปพลางขมวดคิ้วอย่างติดใจแม้เหตุการณ์หลังจากนั้นจะทำให้เขาเลิกนึกถึงมันไปชั่วคราวแต่สายตานั้นไม่ว่ายังไงมันก็ยังติดอยู่ในหัวเขาอยู่ดี
                “งั้นหรือแต่จากที่ข้าฟังมานี่เจ้าเอาแต่พูดถึงคนที่เจ้าไม่ชอบมาตลอดเลยนะแถมยังสังเกตแม้กระทั่งความผิดปกติที่คนอื่นเขาไม่เห็นกันด้วย”เมดีสท้วงอย่างเอือมๆรู้ก็รู้อยู่หรอกว่าเจ้าคนที่เขาเห็นเป็นเด็กอยู่นี้มีความคิดอย่างไรแม้จะรู้สึกว่าไม่ชอบใจที่คงถูกดูถูกหรือทำอะไรมาสักอย่างแต่เหนือกว่าความรู้สึกนั้นก็คือระดับความน่าสนใจของคนคนนั้นที่ตอนนี้คงจะพุ่งพรวดอยู่เป็นแน่
                “จริงหรือ!ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกตัวเลยนะ ถ้าอย่างนั้นข้าเปลี่ยนเรื่องดีกว่า เอาเป็นว่าข้าขอสนับสนุนให้ลุงไปดูคืนนี้ก็แล้วกันแต่ลุงอาจจะต้องเสียเงินซื้อบัตรหน่อยนะเพราะว่าเขาเปิดชมฟรีแค่รอบปฐมทัศน์เท่านั้น”ใบหน้าหวานคมยิ้มอย่างรับประกันเต็มที่โดยไม่ลืมชูนิ้วโป้งขึ้นประกอบอีกต่างหาก
                “เพิ่งรู้นะครับว่ามีคนที่ชอบโชว์ของเราขนาดนี้อยู่ด้วยน่าดีใจจริงๆ”เสียงเข้มดังขึ้นพาให้ทั้งสองต้องหันไปมองอย่างสนใจ”พอดีพวกข้ามาเดินเที่ยวในเมืองกันแล้วเห็นว่าร้านนี้ดูเหมือนจะราคาเหมาะสมกับพวกข้าก็เลยลองเข้ามาดูน่ะครับแต่ไม่คิดว่าจะเจอท่านที่นี่เลย”
                “อ้าว!โจ๊กเกอร์ที่ปั๊มบัตรให้ข้าเมื่อคืนนี่ส่วนเจ้าก็ที่แสดงโชว์โหนผ้าแล้วก็เป็นหัวหน้าฝั่งมนุษย์สินะ นี่ไงล่ะลุงเมดีสสองคนนี้ที่ข้าเล่าให้ฟังน่ะ ว่าแต่พวกท่านจำข้าได้ด้วยหรือ”ไวกัสถามพลางทำท่าเชิญให้มานั่งโต๊ะเดียวกัน
                “ท่านคงจะหมายถึงที่ท่านสวมฮูดปิดใบหน้าไว้ตลอดเวลาสินะแต่สำหรับพวกข้าไม่เป็นปัญหาหรอก เพราะพวกเราทั้งหมดต่างมีความสามารถพิเศษแค่การจำใบหน้าท่านที่ถูกเชิญมาแสดงเป็นแขกพิเศษแล้วละก็สบายมากครับ” เซอร์คัสตอบยิ้มๆก่อนจะหันไปจับมือกับทักทายก็เมดีสแล้วนั่งลงข้างๆไวกัสพร้อมกับดึงอีกคนให้นั่งฝั่งตรงข้าม
                “อย่างนั้นหรือแต่พวกท่านก็เจ๋งจริงๆนั่นแหละ อ้อ!ข้าเกือบลืมไป ชื่อของข้าคือ ไวกัส ฟาเพียร์เรียกข้าว่าไวกัสก็ได้ ส่วนคนแก่ตาส้มที่นั่งอยู่นี่คือ เมดีส ฟาเพียร์เป็นลุงของข้าเอง”
                “เดี๋ยวเถอะเจ้าเด็กบ้าข้ายังไม่แก่เสียหน่อย แถมยังโสดอีกด้วย” เมดีสโวยวายอย่างไม่จริงจังนักก่อนที่สองแขกจะหยุดเสียงหัวเราะเล็กๆนั้นแล้วเอ่ยตอบ
                “ข้าเป็นหัวหน้าของคณะละครสัตว์เฟท เมจิกเชี่ยน เซอร์คัส เมจเทส ครับ และคนที่นั่งอยู่นี่คือ โคอิจิโร่ ยูยะ และอย่างที่ท่านว่าเขาเป็นนักแสดงกายกรรมของเราครับ”เมื่อพูดจบอีกคนที่ว่าก็หันมาเอ่ยกับทั้งสองคนพร้อมกับยิ้มละไม
                “เรียกข้าว่ายูยะก็ได้ขอรับยินดีที่ได้พบพวกท่าน” ไวกัสยิ้มรับรอยยิ้มนั้นแล้วก็ต้องพบว่าชายตรงหน้ามีลักษณะที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวเนื่องด้วยเส้นผมสีแดงเข้มที่ถูกรวบไว้ด้านหลังเป็นพู่เล็กๆตามแบบฉบับของคนผมสั้นต่อด้วยการใช้ผ้าคาดผมรวบเอาเส้นผมที่อยู่ข้างหน้าไว้แต่ก็ยังพอมีปอยผมปรกหน้าลงมาบ้างกลายเป็นทรงผมแปลกตาและดวงตาสีโกเมนที่มีแววบ่งบอกว่าคงเป็นคนที่สุขุมและรอบรู้อยู่พอตัวทว่าพอลองมองการแต่งตัวที่เหมือนกับหลุดออกมาจากสำนักนินจาสมัยก่อนแล้วต้องบอกว่าไม่เข้ากันสุดๆอย่างหาความกลมกลืนไม่เจอ
                “เจ้ามาจากแดนปลาดิบงั้นหรือยิ่งกว่านั้นรสนิยมยังอนุรักษ์วัฒนธรรมขั้นสุดยอดอีก พวกเจ้านี่น่าทึ่งเสียจริง”
                “ถ้าหมายถึงการแต่งตัวของข้าคงต้องบอกว่านี่ไม่ใช่การอนุรักษ์วัฒนธรรมหรอกขอรับแต่ด้วยสิ่งที่ข้าเป็นจึงต้องใส่ชุดแบบนี้เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหว”ยูยะเอ่ยตอบอย่างสุภาพจนสองหน่อที่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อนต้องขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกๆ
                “หมายความว่าเจ้าเป็นนินจาอย่างนั้นหรือมิน่าล่ะคำพูดของเจ้าถึงได้ดูนอบน้อมนัก”ไวกัสพยักหน้าอย่างทำความเข้าใจพร้อมกับเอ่ยต่อไป”แต่เจ้าไม่จำเป็นต้องสุภาพกับข้าก็ได้นะคุยกันตามปกติเถอะ เจ้าเองก็เหมือนกันเซอร์คัสข้าต้องขอโทษที่พูดกับเจ้าเหมือนกับเป็นเพื่อนกันทั้งๆที่วัยของเจ้าก็ไม่น่าจะห่างกับลุงเมดีสมากนักแต่พอดีว่านอกจากลุงแล้วข้าไม่ค่อยถนัดในการนับญาติกับใครเท่านัก”
                “ฮ่ะๆไม่เป็นไรหรอกคุยกันอย่างนี้คงรู้สึกดีกว่าอยู่แล้วอีกอย่างข้าก็ยังไม่อยากแก่เท่าไรเสียด้วยแต่ถ้าเป็นเรื่องของยูจี้ละก็คงไปเปลี่ยนหมอนั่นไม่ได้หรอก เพราะเขาถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆน่ะ”เซอร์คัสตอบพลางเหล่ไปที่ยูยะที่ส่งสายตาปรามมาเนื่องจากถูกนำชื่อไปล้อให้กลายเป็นชื่อน่ารักไม่เข้ากับหน้าตาเขาอย่าขำๆ
                “อย่างนั้นหรืองั้นข้าก็จะพูดปกติก็แล้วกันนะ”ว่าแล้วเขาก็รับเอาเมนูอาหารที่เมดีสเรียกพนักงานในร้านมาส่งให้ส่งต่อไปให้ทั้งสองคน
                “ว่าแต่พวกท่านคงไม่ใช่คนที่เจ้านี่บอกว่าไม่ค่อยชอบใจเท่าใช่ไหม”เมดีสเอ่ยปนตลกพลางหันไปดันหัวเจ้าเด็กที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขาอย่างหมั่นไส้
                “หืมท่านหมายถึงใครหรือครับ หรือว่าจะเป็นมาดีนด์”เซอร์คัสหันมาถามพร้อมกับส่งเมนูที่สั่งอาหารเสร็จแล้วคืนให้บริกร
                “ก็เจ้าคนที่หัวขาวตาเงินๆนั่นไง ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าชื่ออะไร รู้แต่ว่าน่าหมั่นไส้สุดๆไปเลย”ไวกัสหันมาตอบแทนให้
                “อาถ้าอย่างนั้นก็คงจะมีคนเดียวนั่นแหละ เขาคือ มาดีนด์ ไอเนอร์เป็นนักมายากลของคณะละครสัตว์ของเรา ถึงจะเห็นนิ่งๆอย่างนั้นแต่ฝีมือของเขาน่ะสุดยอดเลยนะข้ายังนึกแปลกใจอยู่เลยที่เมื่อคืนเจ้าสามารถตอบโต้เขาได้”ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ได้คิดอะไรก่อนจะหันไปพยักหน้าเออออกับยูยะที่นั่งฝั่งตรงข้าม
                “อย่างนั้นหรืออันที่จริงข้าก็พอจะเดาออกอยู่หรอกว่าเขามีฝีมือแต่ยังไงข้าก็ไม่ชอบอยู่ดีนั่นแหละ ท้าทายข้าไม่พอแถมยังโกงไพ่ข้าอีกต่างหากดีนะที่ข้ามั่นใจในโชคของตัวเองพอสมควรถึงสังเกตเห็นว่ามีไพ่เหลืออยู่อีกใบไม่อย่างนั้นข้าต้องโดนโห่แน่ๆ” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ทำท่าทำทางล้อเล่นเสียจนทั้งสามอดหัวเราะออกมาไม่ได้
                “ข้าว่าถ้าเขามาได้ยินจะต้องโมโหมากแน่ๆเลย”เซอร์คัสว่าทั้งๆที่ยังหัวเราะไม่หยุด ก่อนจะรับอาหารจากบริกรมาวางไว้ที่โต๊ะ
                “แน่ละสิแต่ข้าก็ไม่อยากจะเจอเท่าไหร่หรอกนะ เดี๋ยวจะทนไม่ไหวไปหาเรื่องเอาว่าแต่พอกินเสร็จแล้วพวกเจ้าจะไปไหนต่อล่ะ”
                “คงไปเดินสำรวจเมืองต่อน่ะขอรับที่ยังมีที่ที่น่าสนใจอีกมากเลย” ยูยะหันมาตอบอย่างสุภาพต่างกับเซอร์คัสที่เคี้ยวตุ้ยๆแต่ก็ยังอุตส่าห์จะพยายามพยักหน้าให้เห็นอีก
                “ถ้าอย่างนั้นให้ข้ากับลุงพาไปไหมล่ะไหนๆก็ไม่มีอะไรจะทำอยู่แล้ว”ชายหนุ่มเสนอยิ้มๆแต่ก็ไม่วายโดนคนข้างหน้าขัดอีกจนได้
                “น้อยๆหน่อยเถอะเจ้าเด็กนี่ใครจะไม่มีงานมีการทำอย่างเจ้ากัน”มาดีสบ่นอย่างไม่จริงจังนักก่อนจะพูดต่อไป”ถ้าอยากจะไปละก็เจ้าคนเดียวก็พาไปได้นี่แมวจรจัดอย่างเจ้ามีหรือจะไปไม่เป็น”
                “โธ่ลุงข้าเปลี่ยนมาเป็นแมวเลี้ยงของลุงนานแล้วนะ ถ้าข้าหายไปจะทำอย่างไรเล่าลุงก็ต้องไปกับข้าด้วยถึงจะถูก”
                “ถ้าพวกเจ้าไม่สะดวกก็ไม่ต้องหรอกพวกข้าไปกันเองก็ได้ เดินไปเรื่อยเดี๋ยวก็คงทั่วเอง” เซอร์คัสตอบการกินหมดอย่างรวดเร็วของคนข้างๆไม่ต่างจากยูยะที่กำลังดื่มน้ำอยู่ทำให้ไวกัสแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ยังคงยืนยันจะไปด้วยอยู่ดี
                “ไม่เอาหรอกก็วันนี้ข้าไม่มีอะไรจะทำแล้วนี่ ทิ้งลุงไว้นี่ก็ได้ เฮอะ” ไวกัสเอ่ยพลางทำเป็นหันไปทางอื่นอย่างงอนๆจนคนถูกทิ้งอดส่ายหัวอย่างระอาไม่ได้
                “จะว่าไปแล้วข้าก็มีเรื่องจะคุยกับเจ้าอยู่เหมือนกันนะ”เสียงทุ้มเอ่ยจากคนผมน้ำตาลเอ่ยขึ้นทุกคนก็หันไปให้ความสนใจทันที
                “เรื่องอะไรหรือ”ไวกัสถามต่อ
                “สนใจมาเป็นส่วนหนึ่งของเราไหม…”
ปัง!
            เสียงลูกกระสุนแหวกอากาสมายังเป้าหมายอย่างรวดเร็วพาให้ทั้งสี่ที่ถึงแม้จะมีสติดีแทบจะกระโจนออกไปจากตรงนั้นทุกคนหันไปตามทิศของกระสุนที่พุ่งผ่านไปทันทีราวกับนัดกัน
                “นี่มัน…”เมดีสเอ่ยอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก จนกระทั่งชายหนุ่มเจ้าของผมสีดำขลับต้องเอ่ยขึ้นเอง
                “คิดจะฆ่าฉันสินะ!


ฝากด้วยครับ
FatE--MagiciaN

โพสต์ 29-4-2013 00:51:03 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 3-12-2016 02:55 , Processed in 0.129456 second(s), 17 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้