ดู: 239|ตอบกลับ: 0

FatE-MagiciaN : Fate.4 [พันล้านบริจ!?]

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย fate-magician เมื่อ 26-4-2013 00:47

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย fate-magician เมื่อ 26-4-2013 00:39


Fate.4


พันล้านบริจ!?

                “หลบจากตรงนั้นซะ!”เสียงเข้มของผู้หญิงที่ดังมาตามเสียงปืนเรียกสติให้ทั้งสี่ลุกจากที่นั่งนั้นทันทีภาพที่พวกเขาเห็นคือหญิงสาวที่เหมือนจะเป็นตัวแทนของสีดำเช่นเดียวกับไวกัสกำลังต่อสู้อยู่กับบุคคลึกลับปิดหน้าปิดตาอยู่สามสี่คน
                “บรันดี้!”เสียงเรียกของเซอร์คัสทำให้ไวกัสต้องหันไปมองอย่างไม่ค่อยเข้าใจพอเดาได้ว่าทั้งสามคงจะรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว”รีบไปจากที่นี่กันเถอะ”
                ว่าแล้วเจ้าตัวก็ทำท่าจะวิ่งออกไปทันทีไวกัสจึงหันไปกำชับกับเมดีสอย่างรวดเร็ว
                “ลุงดูร้านอยู่ที่นี่เถอะเดี๋ยวข้าจะออกไปดูเอง”เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพยักหน้าแล้วจึงหันไปพยักหน้าให้ยูยะแล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
                “นี่มันอะไรกันบรันดี้พวกมันจะมาฆ่าเฟทเหรอ” เซอร์คัสถามทันทีที่หญิงสาวเจ้าของชื่อจัดการกับสี่คนตรงหน้าให้ลงไปหมอบจนสำเร็จ
                ไวกัสมองเธอคนนั้นอย่างสนใจเธอเป็นหญิงสาวร่างสูงโปร่งแต่งตัวเหมือนกับพวกนักสู้ทั่วไปแต่ที่โดดเด่นเห็นจะเป็นสายสะพายลูกกระสุนปืนที่ถูกนำมาติดกับชุดคล้ายของตกแต่งจนเต็มตัวไปหมดและปืนพกที่ตอนนี้อยู่ในมือของเธอเรียบร้อยคาดว่าน่าจะเอามาใช้จัดการกับกลุ่มคนเมื่อกี้นี้รวมทั้งเส้นผมหยักศกสีม่วงเข้มซอยสั้นประบ่ากับนัยน์ตาสี อเมทิสต์ที่ตวัดมามองชวนให้รู้สึกถึงความน่าเกรงขามและความแข็งแกร่งของเจ้าของดวงตา
                “น่าจะเป็นอย่างนั้นข้าแค่ตามมาแล้วเห็นพวกมัน ทางที่ดีพวกเจ้าควรจะไปหาที่หลบก่อนเพราะข้ารู้สึกว่ายังมีพวกมันตามเราอยู่แถวนี้อีก”บรันดี้เอ่ยอย่างรวดเร็วก่อนที่ยูยะจะพยักหน้าแล้วปล่อยให้เซอร์คัสหันไปพูดกับอีกคน
                “ตอนนี้ข้ายังบอกอะไรเจ้าไม่ได้แต่เจ้าต้องไปกับพวกข้าก่อน” ไวกัสทำหน้าไม่เข้าใจอยู่สักพักจึงค่อยพยักหน้าอย่างรับได้
                “เราจะหนีกันใช่ไหม…ถ้าอย่างนั้นตามข้ามา” เขาเอ่ยก่อนที่จะกลับหลังหันไปทันทีทั้งสามคนจึงเดินตามไปอย่างรวดเร็ว
                ไวกัสพาทั้งสามเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าใกล้ๆลานแสดงที่คณะละครสัตว์ตั้งอยู่เดินไปเรื่อยๆกระทั่งพ้นจากป่า ไม่นานนักก็มาถึงบริเวณของบ้านไม้โทรมๆหลังเล็กๆหลังหนึ่งที่ตัวบ้านถูกยกสูงขึ้นจากพื้นประมาณหนึ่งเมตรตัวบ้านใกล้พังอยู่รอมร่อถึงขนาดว่าถ้าใช้ค้อนธรรมดาทุบแรงๆสักสองทีคงพันครืนเป็นแน่
                “นี่บ้านของข้าเองปกติข้าอยู่คนเดียวมันก็พออยู่ได้ แต่ไม่รู้ว่าขึ้นไปกันหมดนี่มันจะพังรึเปล่า”เจ้าตัวหันมายิ้มแหยๆให้อีกสามคนก่อนที่เซอร์คัสจะเอ่ยตอบ
                “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องขึ้นไปหรอกทางลัดแบบนี้ข้าว่าคงไม่มีใครตามมาได้อยู่แล้ว”
                “นี่คือคนที่เจ้าว่าหรือเซอร์คัส”บรันดี้เหล่ไปทาง ‘คนที่ว่า’หน่อยๆเป็นเชิงถาม
                “อืมนี่คือไวกัส เขาเป็นเฟทอีกคนเหมือนกับเธอไงล่ะ” ว่าแล้วเจ้าตัวที่ถูกพูดถึงจึงยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อทักทายทันทีถึงแม้จะยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรนัก
                “ข้าไวกัส พาเฟียร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” ทว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ใช้สายตากดดันสบกลับเท่านั้นก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแข็งๆ     
                “บรันดี้บารันเนส…เช่นกัน”
                “เอ่อ…ว่าแต่เรื่องที่พวกนายคุยกันเมื่อกี้หมายความว่ายังไงแล้วก็ที่พูดก่อนที่เราจะออกมาจากร้านด้วย” เมื่อเสร็จพิธีไวกัสจึงหันไปถามต่อทันที
                “พวกข้ามีเรื่องจะต้องบอกขอรับเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวของคุณโดยตรงเลยทีเดียว”ยูยะบอกด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรแล้วจึงเปิดทางให้เซอร์คัสเป็นคนพูดต่อไปโดยที่หญิงสาวเพียงคนเดียวที่นี่เหมือนจะรู้หน้าที่ดีอยู่แล้วจึงอาสาเดินไปเฝ้าต้นทางที่ประตูทางเข้าให้เอง
               “มันเป็นเรื่องของเจ้าที่เกี่ยวข้องกับพวกเรา”เซอร์คัสเลือกจะใช้น้ำเสียงนิ่งเรียบในการพูดในระหว่างที่เจ้าของบ้านกำลังพาเขาไปนั่งคุยที่โต๊ะม้าหินในสวนหย่อมหน้าบ้าน”เจ้าเป็นคนที่พวกเราตามหามานานไวกัสเจ้าอาจจะไม่เข้าใจว่าข้าหมายถึงอะไร เพราะงั้นข้าจะเริ่มจากตรงนี้…”
              “สิ่งที่ข้าจะต้องบอกเจ้าคือเจ้าเป็นมนุษย์ที่โดนคำสาป...ฟังดูเจ้าอาจจะสับสน แต่ข้าไม่ได้โกหกเจ้าอาจจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั่นก็แล้วแต่เจ้าข้าแค่อยากให้เจ้าฟังเรื่องนี้ไว้ให้ดีๆ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นทันทีทำท่าเหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่างแต่ก็เป็นปฏิกิริยาที่คาดเดาไว้แต่แรกอยู่แล้วเซอร์คัสจึงยังคงพูดต่อไปได้อย่างไม่ติดขัด
              “ตั้งใจฟังข้านะด้วยข้อมูลที่ข้ามีอยู่ทำให้พอรู้มาบ้างว่าเจ้าเป็นคนอย่างไรและสิ่งหนึ่งที่เด่นชัดก็คือความเชื่อมั่นในโชคของเจ้าใช่หรือไม่”เมื่อเห็นไวกัสพยักหน้าแล้วเขาจึงเอ่ยต่อ“และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เจ้ากลายเป็นหมอดูอย่างในปัจจุบันข้าคิดว่าเจ้าก็พอจะรู้ตัวอยู่บ้างแล้วว่าตัวเองมีอะไรที่พิเศษอยู่”
              “เจ้ากำลังจะบอกว่าที่ข้าสามารถทำนายได้เป็นเพราะคำสาปนั่นอย่างนั้นหรือ”เขาถามอย่างไม่เข้าใจยิ่งได้เห็นฝ่ายตรงข้ามตอบรับด้วยการพยักหน้าก็ยิ่งสับสนเข้าไปอีก”เป็นไปไม่ได้หรอกของแบบนั้นมันจะไปมีได้ยังไง ข้าก็แค่ยาจกธรรมดาๆ เดาโน่นมั่วนี่ไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้มีศาสตร์ในการทำนายอะไรกับเขาด้วยซ้ำไปแล้วมันจะกลายเป็นของแบบนั้นได้ยังไง”
              “ก็เพราะอย่างนั้นไงล่ะเพราะว่าเจ้าไม่ได้มีศาสตร์อะไรที่จะเอามาใช้ได้เลยเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วเจ้าไม่สงสัยบ้างหรือว่าทำไมเจ้าถึงได้ทำนายได้แม่นยำนักหรือเพราะเจ้าคิดว่าตัวเองโขคดีแค่นั้นหรือ”
             เมื่อได้ฟังประโยคนี้เขาถึงได้ฉุดคิดขึ้นมาความจริงแล้วเขาไม่เคยคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังเลยด้วยซ้ำเพียงนึกแค่ว่ามันเป็นความบังเอิญที่อำนวยโชคให้เขาเหลือเกินก็แค่นั้นทว่าจริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย...ไม่มีใครที่จะสามารถดึงให้โชคมาอยู่ข้างตัวได้ตลอดไปหรอก คำพูดที่เอ่ยไปแค่ส่งๆแต่กลับกลายเป็นการทำนายที่แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ...การเสี่ยงดวงชะตาที่มีความเป็นไปได้แค่ครึ่งหนึ่งแต่สำหรับเขามันเกินครึ่งจนเอ่อล้นออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...
             “บางทีโชคก็เข้าข้ามากเกินไป...”เขายอมรับเบาๆราวกับจะสื่อสารกับตัวเองเพียงคนเดียวทว่าก็รู้ดีว่าคนตรงหน้าได้ยินอย่างชัดเจนขนาดไหน
             “แล้วอย่างนี้เจ้าเชื่อข้าหรือยัง”เซอร์คัสถามต่อพลางมองไปยังประตูเป็นครั้งคราวเผื่อว่าจะมีเหตุการณ์อะไรให้ต้องไหวตัวก่อน“เจ้ามีอะไรที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวเองอีกมากไวกัส”
             “นั่นไม่สำคัญหรอก”เขาตอบปัดอย่างไม่ใส่ใจจนคนตรงข้ามนึกแปลกใจในการมองข้ามสิ่งสำคัญเช่นนี้ของเขา”ที่สำคัญคือถ้ามันอย่างนั้นจริงแล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อ...บอกสิ่งที่เจ้าต้องการมาสิ”ไวกัสจ้องตอบไปเป็นปกติถึงจะมีเรื่องสำคัญให้ต้องคิดแต่เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องลังเลอะไร เพราะเขาเป็นแค่คนที่มีแต่ตัวมาตั้งแต่แรกการจะมีอะไรเพิ่มมาสักอย่างสองอย่างก็เป็นอะไรที่ไม่น่าแปลกใจนักเพียงแต่สัญชาตญาณของเขามันกำลังกระตุกเตือนว่านี่อาจจะเป็นการเพิ่มที่ยุ่งยากที่สุดตั้งแต่เขาเคยเจอมาน่ะสิ
             “บอกตรงๆว่าจุดประสงค์ของข้าคือทำให้เจ้าเข้าร่วมองค์กรของข้าแต่ก่อนอื่นยังมีอีกเรื่องที่เจ้ารู้ไว้นั่นก็คือคำสาปนั้นจะมีผลกระทบต่อชีวิตของเจ้าจากนี้เป็นต้นไปมันจะส่งผลให้ชีวิตของเจ้าแปรปรวนเป็นอย่างมาก มาก...จนอาจถึงตาย...”นัยน์ตาสีนิลถอนออกจากสีเขียวสดของสวนหย่อมทันทีแล้วหันไปสบกับคนตรงหน้าอย่างชั่งใจสักพักแล้วจึงถอนหายใจออกมาก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆที่เซอร์คัสไม่คิดว่าจะเห็นที่สุดใจเวลานี้
             “ว่าแล้วเชียวว่ามันต้องเป็นเรื่องยุ่งยากแน่ๆ การทำนายของข้าท่าจะแม่นไปหน่อยจริงๆนั่นแหละแต่ว่านะ ข้าจะบอกไว้ก่อนว่าเรื่องพวกนั้นข้าไม่สนใจหรอก...แมวจรจัดน่ะมันไม่มีเรื่องไหนที่ทำให้ชีวิตดูเลวร้ายไปมากกว่านี้หรอกนะ ความสุขของมันก็คือการได้ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างไม่รู้ว่าจะหายไปเมื่อไหร่เหมือนแมวเลี้ยงของเศรษฐีแค่นั้นเอง”
             เซอร์คัสอดแปลกใจกับสิ่งที่ตัวเองได้ยินไม่ได้แต่ด้วยทักษะการเจรจาที่ไม่ธรรมดาจึงเรียกรอยยิ้มมาประดับหน้าได้ไม่ยากเท่าไรนัก
             “เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องนั้นและอยากจะปล่อยให้มันดำเนินต่อไปเรื่อยๆตามที่มันควรจะเป็นรวมทั้งไม่อยากให้ข้าเข้าไปเกี่ยวด้วยสินะแต่ว่าต่อให้เจ้าไม่รู้หรือทำเป็นไม่รู้เจ้าก็ไม่มีทางใช้ชีวิตธรรมดาไปวันๆได้หรอกเพราะเรื่องประหลาดๆก็จะทำให้เจ้าคิดขึ้นมาได้อยู่ดี”
             “ถ้าอย่างนั้นข้ามีเหตุผลอะไรที่ต้องเข้าร่วมกับเจ้าล่ะถ้าข้าเดาไม่ผิดองค์กรที่ว่านี่คงจะไม่ใช่คณะละครสัตว์สินะ แต่ก็อย่างที่ข้าบอกตัวข้าเองก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่ดึงให้ข้าละจากชีวิตอิสระในตอนนี้ไปได้” เขาตอบอย่างสบายๆพลางล้วงมือหยิบตลับไพ่ขอบดำในกระเป๋ามาสับไปเรื่อยๆอย่างคล่องมือ
             เซอร์คัสเองก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอคนประเภทนี้เขาเป็นนักเจรจาชั้นยอดที่มีฝีปากร้ายกาจไม่แพ้ใครทว่าคราวนี้เห็นทีเขาคงจะต้องถอยกลับไปตั้งหลักใหม่เสียก่อนเพราะคนตรงหน้าถึงจะเป็นคนที่ไม่ได้เข้าถึงยากอะไรแต่ก็เข้าถึงง่ายจนเกินไปชนิดที่ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ให้จับมาใช้ประโยชน์ได้เอาเสียเลยแต่คิดไปคิดมาถอดใจตอนนี้ก็คงจะยังเร็วไปหน่อยเขาจึงตัดสินในโน้มน้าวต่อทันที
             “ทั้งๆที่ชีวิตอิสระของเจ้าเหลืออีกไม่ถึงปีงั้นหรือคำสาปของเจ้าจะทำให้เจ้าตายเมื่อเจ้าอายุครบสิบเก้าปี...ถ้าข้าบอกอย่างนี้แล้วเจ้าจะว่ายังไง”ชายวัยกลางคนนั่งมองคนตรงหน้าอย่างตั้งใจทั้งๆที่อีกฝ่ายก็ยังทำเหมือนพูดคุยกับเขาเป็นเรื่องธรรมดาไวกัสยังคงใช้เวลากับไพ่ของเขาสักพักก่อนที่จะตอบออกมาอย่างไร้ความกังวล
             “ไม่เห็นต้องคิดมากนี่ทำอย่างกับว่าถ้าข้าเข้าร่วมกับเจ้าแล้วข้าจะอยู่รอดปลอดภัยอย่างนั้นแหละ”เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้พลางหรี่ตาอย่างไม่จริงจังนักก่อนจะผละออกไปแล้วเริ่มสับไพ่อีกครั้งหนึ่ง
            “แล้วเจ้าไม่สงสัยหรือว่าจริงๆแล้วองค์กรที่ข้าอยากให้เข้าร่วมมันคืออะไรแล้วทำไมข้าถึงได้เอ่ยชวนเจ้า”
            “อืมจริงๆข้าก็สงสัยนะ แต่บอกตามตรงถ้าเจ้ามาชวนข้าเข้าคณะละครสัตว์ข้ายังจะอยากไปเสียกว่าแล้วอีกอย่างข้าก็ไม่ค่อยชอบอะไรที่มันยุ่งวุ่นวายเสียด้วย”ปากสวยขยับตอบทั้งที่มือกำลังจัดเรียงไพ่ลงบนโต๊ะให้เป็นแบบเซลติคคลอสที่จะวางไพ่ไว้ทั้งหมดสิบใบและไพ่แต่ละตำแหน่งก็จะทำนายในด้านต่างๆกัน ก่อนที่เขาจะค่อยๆเปิดมันขึ้นทีละใบ
            “เฮ้อเจ้านี่จริงๆเลย นี่ก็ใกล้เวลาเตรียมตัวแสดงแล้วข้าเองก็คงจะต้องถอยกลับจริงๆเสียด้วยเอาอย่างนี้แล้วกัน คาราวานจะอยู่ที่นี่อีกสามวัน ระหว่างนั้นถ้าเจ้าอยากรู้อะไรหรือเกิดอยากเปลี่ยนใจก็ไปหาข้าได้ตลอดตกลงนะ หรือบางทีถ้าเจ้าไม่ไปจริงๆข้าก็คงจะต้องมาตื๊อเจ้าอยู่ดี”เขาเอ่ยพลางบิดขี้เกียจสองสามทีก่อนจะโบกมือไม่ให้เจ้าของบ้านต้องเดินไปส่ง”ทางแค่นี้ข้าไม่น่าจะหลงหรอกไว้เจอกันใหม่แล้วกันเจ้าแมวดำ”
            ไวกัสขมวดคิ้วนิดๆกับสรรพนามใหม่ของตัวเองก่อนจะเผยยิ้มเป็นปกติแล้วโบกมือให้คนตรงหน้า
“ไม่ต้องห่วงหรอกยังไงข้าก็คงจะแวะไปเที่ยวที่คาราวานของเจ้าอยู่ดีมีอะไรจะโน้มน้าวข้าอีกก็งัดออกมาเสียล่ะ”เขาพูดติดตลกไล่หลังชายวัยกลางคนที่ดูยังหนุ่มกว่าความเป็นจริงนักก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับไพ่ใบสุดท้ายที่หากนับตามตำแหน่งของการวางแล้วเขาควรจะเปิดมันเป็นใบแรกทว่าอะไรบางอย่างก็ทำให้เขาตัดสินใจที่จะเปิดมันขึ้นมาเป็นใบสุดท้าย
ฝ่ามือเรียวยื่นออกไปพลิกไพ่ขอบดำใบสุดท้ายขึ้นอย่างเบามือไม่นานไพ่เอซข้าวหลามตัดก็เปิดอยู่ตรงหน้าเขา ชายหนุ่มจ้องมันอยู่สักพักจึงรู้สึกได้ถึงสัมผัสของไพ่อีกใบที่ไม่แม้จะอยู่ในตลับไพ่ขอบดำของเขา
            “ห้าดาบงั้นหรือ”เขาถอนหายใจเบาๆก่อนจะลงมือเก็บไพ่ทั้งหมดนั้นแล้วเดินขึ้นบันไดผุๆไปตามความเคยชิน”สงสัยจะมีเรื่องยุ่งจริงๆแล้วสินะ”
ตึก...ตึก...ตึก...
            เสียงรองเท้ากระเท้าพื้นของรถคาราวานพาให้ชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของนัยน์ตาสีเงินต้องขบคิดถึงเรื่องของคนที่กำลังจะเดินมาถึงเขาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
            หากเดาไม่ผิดคนที่กำลังเดินมาอยู่นี่คงไม่พ้นโจรประหลาดที่ทำให้เขาเกลียดขี้หน้าตั้งแต่แรกพบเป็นแน่เมื่อวานนี้ข่าวของเซอร์คัสมาถึงหูเขาเร็วอย่างเช่นทุกวันว่าการเจรจาเป็นไปไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนักเพราะดูเหมือนชายคนนั้นแทบจะไม่มีแรงจูงใจอะไรในชีวิตเลยคนที่ไม่ใช่แค่ดูเหมือนจะเข้าถึงง่ายแต่ยังเข้าถึงแบบง่ายสุดๆทว่ากลับโน้มน้าวใจยากอย่างกับไม่มีคุณสมบัตรความเป็นมิตรอยู่เลยถึงขนาดว่าคงรู้แล้วเรื่องที่ตัวเองอาจจะต้องตายก็ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้น่าตาเฉยหากให้เขาเดาวันนี้ที่มาหาเซอร์คัสก็คงได้ข้อมูลอะไรสักอย่างไปแล้วแต่ก็คงยังไม่ยอมเข้าร่วมง่ายๆเหมือนเดิม
            แต่เรื่องแบบนั้นหากเขาเป็นหนุ่มใหญ่เจ้าของนัยน์ตาสีทับทิมนั่นก็คงจะไม่มานั่งคิดนอนคิดให้มากเรื่องหรอกเพราะไม่มีทางที่คนเราจะไม่มีอะไรในชีวิตเลยจริงๆแถมอะไรที่ว่านั่นก็ดูเหมือนเขาจะรู้อยู่แล้วเสียด้วยสิ...
             “พันล้านบริจ”เสียงทุ้มที่เหมือนจะเอ่ยขึ้นมาลอยๆแต่ดันลอยไปเข้าหูคนที่กำลังจะเดินผ่านเขาไปพอดีพาให้ร่างสูงที่มีแต่สีดำไปทั้งตัวนั้นหันกลับมามองอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
             “อะไรของเจ้าคิดจะทักทายข้าหรือไง หา” ไวกัสสวนกลับเล็กๆยิ่งได้เห็นหน้าก็ยิ่งหงุดหงิดกับเรื่องคืนก่อนมากขึ้นไปอีก
             “พันล้านบริจแลกกับเข้าร่วมองค์กร”เขายังคงไม่สนใจสิ่งที่คู่สนทนาเอ่ยและยังบอกจุดประสงค์ของตัวเองต่อไป
             “น้อยๆหน่อยเจ้าตาเงินเจ้าจะบ้าไปแล้วหรือ เงินขนาดนั้นใครจะมีปัญญาไปครอบครอง แม้แต่เซอร์คัสเองยังไม่แน่ว่าจะมีด้วยซ้ำ”นัยน์ตาสีนิลฉายแววไม่เข้าใจอย่างชัดเจนก่อนจะเอ่ยต่อด้วยประโยคที่ยาวไม่สนใจหน้าตานิ่งเรียบของคนตรงหน้าเลยสักนิด“เจ้าอย่ามาอำข้าเสียให้ยากเลย ข้าไม่ได้โง่ให้เจ้าหลอกเหมือนคืนนั้นหรอกแถมคืนนั้นข้าก็ยังไม่ได้โดนเจ้าหลอกด้วย ข้าแค่...”
             “หึเงินพันล้านใช่ว่าจะหาไม่ได้...คิดแต่เรื่องของตัวเองดีกว่า” มาดีนด์เอ่ยแทรกทั้งๆที่ไม่ได้มองหน้าสายตานิ่งเรียบมองผ่านไหล่กว้างไปด้านหลังอย่างไร้จุดหมายราวกับคนตรงหน้าไม่มีตัวตนยิ่งยั่วโมโหอีกฝ่ายเข้าไปใหญ่
             “หมายความว่ายังไงเจ้าคิดจะใช้เงินมาล่อข้าอย่างนั้นหรือ” เขาถามอย่างไม่แน่ใจพลางกัดริมฝีปากสวยอย่างชั่งใจอยู่พักใหญ่“ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้วิธีนี้ คิดว่าเงินจะซื้อข้าได้หรือไงกัน”
            “ข้าไม่ใช่คนอ้อมค้อม”เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นก่อนจะแสร้งทำเป็นหันหลังกลับไปทางขบวนคาราวานเป็นเชิงว่ากำลังจะเดินกลับไป
            “กำลังจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องพูดอ้อมค้อมเหมือนกับเซอร์คัสสินะ”ว่าแล้วร่างสูงจึงตัดสินใจเดินไปขวางทางอีกคนไว้ทันที “จะว่าไปข้าก็คิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมีจุดอ่อนที่จับได้ง่ายขนาดนี้แต่ก็อย่างว่าละนะ บางทีแมวจรจัดก็อยากจะลองตกถังข้าวสารให้เป็นทุนของชีวิตเหมือนบ้างเหมือนกัน”
            “โจรไร้ค่าย่อมไม่รู้คุณค่าของสิ่งอื่นเป็นธรรมดา”คำพูดที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องหลุดออกมาจากปากมาดีนด์อย่างจงใจ พร้อมกับที่สองแขนยกขึ้นกอดอกรอคำตอบอย่างใจเย็นเหมือนกับคาดเดาได้อยู่แล้ว
            “บอกตรงๆว่าถ้าข้าตกลงข้าก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่เงินไปทันทีหากเจ้าคิดว่าข้าเป็นอย่างนั้น...ก็คงต้องบอกว่าถูก”ไม่ทันขาดคำเจ้าตัวก็ยื่นมือไปดึงมือของอีกฝ่ายที่กอดอกอยู่มาจับเขย่าไปเขย่ามาทันทีพร้อมกับออกแรงบีบหนักๆรอรับแรงบีบตอบกลับมาด้วยความสะใจเล็กๆ”บอกไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็นเงินของใครข้าก็ต้องได้รับตามข้อตกลงอย่างถูกต้อง...ข้อตกลงเสร็จสิ้น!”





ฝากติชมด้วยนะครับเม้นสักนิดไลค์สักหน่อยก็ยังดี
เหมือนว่ากระทู้ที่ผ่านๆมาจะมีปัญหาเรื่องการเว้นวรรคอยู่
เกิดจากการอัพลงนะครับตัวเวิร์ดไม่ได้มีปัญหายังไงผมจะกลับไม่สำรวจอีกทีครับ


FatE- - MagiciaN




ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 6-12-2016 21:10 , Processed in 0.119987 second(s), 14 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้