ดู: 269|ตอบกลับ: 1
               และเหมือนจะจริงอย่างเกลว่า ...ในสงคราม ไม่มีพระเจ้า... จนป่านนี้ผ่านไปปีนึงยังไม่มีแมวตัวใหนมาช่วยเราเลย อาเมน=__=;; เพราะเกาะนี้ถูกคั่นไว้ด้วยเขตสงครามรุนแรง เลยไม่มีความช่วยเหลือมา เหอะๆๆ คิดเอาละกัน เชื่อไม่เชื่อค่อยว่ากัน หลังเกาะนี้ มีเรือขนส่งโมบิลสูทที่อัปปางเพราะสงครามลอยมาติดอยู่เกาะนี้ เลยมีทั้งไอ้แบบที่ผมเคยขับแต่ใหม่กว่าทันสมัยกว่าอยู่4ตัว ไอ้ที่เรียกว่ากู้ฟอีก3ตัว ยังไม่นับอาวุธอีกเป็นคลังแสง
        แต่ที่เกลถูกใจจริงคงจะเป็นไอ้โมบิลสูทที่เรียกว่าGM ขอโทษ... ผมไม่เคยรู้จักหุ่นพวกนี้เลย-*-... ถึงจะเป็นเกาะที่อยู่ในเขตไทย – กัมพูชา – เวียดนาม แต่2ใน4ส่วนของเกาะนี่เป็นทหารนาวิกของหลายประเทศที่รอดจากสงครามมาติดเกาะและตั้งรกรากให้ห่างจากสงครามกันที่นี่ มีทั้งคนไทย จีน ญี่ปุ่น แม้แต่พม่ากับลาวยังมีเลยคุณ ซึ่งไอ้ที่พูดๆมาคือชาวต่างชาติที่มาเที่ยวและโดนลูกหลงสงครามมั่ง อพยพมามั่ง แต่ก็อย่างที่พูดนั่นแหละ สังคมที่นี่คนทั่วไปก็พยายามปรับตัวเข้าหากันทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม อะไรหลายๆอย่าง ซึ่งผมที่ทำได้แค่แหลงต้าย เว้าอีสาน อู้เหนือ คงสื่อสารกะเค้าลำบาก
                                     “ไอ้นี่มัน...อะไรหว่า-*-...” ผมบ่นกับตัวเองหลังเกลบอกให้มาช่วยซ่อมบำรุงหุ่นตัวหนึ่งที่เรียกว่า วิงค์ฟลายด์ เห็นว่าเป็นหุ่นแปลงของเครื่องบินรบ รูปร่างเลยไม่คุ้นกับโมบิลสูทตัวอื่นๆ
                                    “ใส่กลับที่เลย ไอ้เด็กผี=___=*นั่นมันสลักอิเล็กทรอนิกส์ของEMP*”
*EMP จรวดต่อต้านอากาศยาน อำนาจการทำลายล้างสูง
                                     “แล้ว...ถอดมายังไงวะเรา(. .);;” “วางไว้นั่นเลย ไปนั่งประจำในค็อกพิทเลยไป คิดผิดว่ะไม่น่าให้มาช่วยตรวจเช็คภายในหุ่นเลย=___=;;”  
      ราวๆ7เดือนที่แล้ว มีโจรสลัดขี่โมบิลสูทมากะมาปล้นเกาะนี่ แต่อย่างว่า คนทำไร่ทำน่า กะนาวิกที่ไม่เคยขึ้นขับหุ่น นั่นก็เป็นอีกครั้งที่บีบบังคับให้ผมขับหุ่นพวกนี้อีกครั้ง ซึ่งคงต้องบอกว่าง่ายมาก เมื่อเทียบกับตอนสู้กับรูฟัส เพราะวีรกรรมครั้งนั้น ผมเลยถูกยก(ยัดเยียด)ให้เป็นไพล็อตของเกาะแห่งนี้ไป
                                              แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!
                    “ข้าวจ้า~^O^” ผมที่นั่งทอดหุ่ยอยู่ในวิงค์ฟลายด์ยื่นหน้าออกไปมองดูผู้หญิงรุ่นน้องที่เด็กกว่าปีนึง ยัยครึ่งไทย-ญี่ปุ่น หลานหมอใหญ่ประจำเกาะ แพร
                                      “โอ้ว~!!มาแล้วๆ วันนี้โอเอดะทำอะไรมาให้กินน้อ~?”
                                       “บู่ๆ!ป้าหวงทำติ่มซำมาจ้า~นี่ก็ขนมจีบ ข้าวผัดปูก็มี หมี่เย็น ไก่ดำตุ๋นสมุนไพรป่า อ้อ~!นี่ของแพร ผัดคะน้า ชะอม แล้วก็ๆ”
                                     “จัดเต็มเหมือนทุกวัน...” ผมมองแหยงๆ ถ้าสมมุติว่ากินหมดนี่ ผมคงจะกลิ้งแทนเดิน
                                     “มีให้กินก็กินสิ อิสะกะ” “ชั้นชื่อตั้ม...- -*”
                                    “ก็ลุงโอเอดะตั้งให้ตอนนายบอกชื่อตัวเองไม่ได้อ่ะ-[]-*” “แต่ตอนนี้ชั้นพูดได้แล้ว”
                                    “เอาเป็นว่าลุงเกลเอาส้มตำกับข้าวผัดปูไปล่ะเน้อ~!!^O^;;”
                                     แพร( - -)--+(^O^);;+--(= = )อิสะกะ
                                                   เกล
                             “เออะ...อะแอ้ม!อิสะกะ ในฐานะที่แกเป็นแมนจงยอมรับชื่อที่หนูแพรเรียกซะ-O-...”
                              “ผมจะไปบอกพี่เซฟิน ว่าเฮียเกลแอบไปดริ้งค์กับไดอาน่า”
                              “แพร~...ตั้มมันคนไทย เรียกมันอย่างคนไทยดีกว่า-__-+” “งั้นพรุ่งนี้แพรจะมีธุระ
                                เอาข้าวมาให้ไม่ได้ เอาสิ- -+”ชะ!!ยัยนี่
                              “ทะเลาะกันสองคน ข้าเกี่ยวไรด้วยวะT^T;;” “เพราะเป็นคนกลาง!!” อิสะกะ/แพร
                          
                             “คุณเกล~!มาทางนี้หน่อยคร้าบ!” “โอ้!!”
       เกลวิ่งไปแทบจะทันทีอย่างไม่ลืมข้าวผัดปูและส้มตำในมือไปด้วย หนอย!ทิ้งกันนี่หว่า ผมหันมาทางยัยตัวป่วนตลอดการที่ยืนยิ้มอย่างผู้มีชัยถือถุงอาหารนานาชนิดแกว่งๆต่อหน้าผม เออ ไม่กินก็ได้วะ- -**
                              “อ๊ะ!!นี่ๆๆ><;ไม่สนใจจะตื๊อหน่อยเหรอ!?ข้าวเที่ยงนะข้าวเที่ยง>O<ไม่กินละโรคกระเพาะถามหานะเอ้อ ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องทะลุ ไส้ทะลักเลยนะเออ>__<;;” ผมหันไปหยิบถุงกับข้าวมาถือในมือหลังยัยตัวป่วนนี้เพ้อซะอลังการบวกสยองได้ที่= =;;
                              “ฮี่~กลัวใช่ป่ะล่า?” “รำคาญ-___-+” แพรยู่หน้าอย่างเซ็งเล็กน้อย ส่วนผมก็เดินกลับมาวางถุงกับข้าวไว้บนโต๊ะ
                              “เฮ้อ~!ไอ้ปากอย่างเนี้ย ใครเค้าจะอยากเอาไปทำพันธุ์ หวานหน่อยสิค้า~คุณชาย”
                               “อยู่แต่ในสงคราม เจอแต่ทหาร จะเอาเวลาไหนไปทำตัวหวานล่ะ คุณหนู” ผมใช่ช้อนตักข้าวผัดปูอีกกล่องมาชิม อร่อยแฮะ... ... ... ...- -
                  เออ... ก็รู้ไง การที่จริงยัยนี่ก็สวย ใช่สเป็คผม แถมอายุก็แทบไม่ต่างกัน แต่ผมเข้าหาผู้หญิงไม่เป็นนี่หว่า ที่สำคัญ สวยๆงี้ ใช่ ยัยนี่ยังไม่มีแฟน
                                “ถามจริง ต้องเป็นผู้หญิงอย่างไหน ถึงจะทำให้ปีศาจหน้าตายอย่างนายรู้สึกว่าโป๊ะเชะห๊ะ?”
                                “ชั้นไม่สนใจผู้หญิง ชั้นสนแต่วิธีที่จะพาตัวเองกลับไปหาบ้าน...”
                               “บ้าน?ที่ไหนล่ะ?พวกRuzonทำลายจนไม่เหลือที่ที่ให้พวกเราเรียกว่าบ้านแล้ว”
                               “งั้นชั้นจะทำลายRuzonซะ” “นายมีอะไรจะไปชนะเค้า?” ผมนิ่งเงียบตอบอะไรไม่ได้ ได้แต่ให้แพรพูดต่อไป จริงๆ ตอนนี้ผมมีแค่เพียงเป้าหมายเท่านั้นที่จะทำลายRuzon แต่ไม่มีพลังอะไรเลย
                              “พวกนั้นมีทั้งโมบิลสูท ทั้งยานรบ โมบิลอาเมอร์ก็มีเป็นแก๊งค์ แถมนักบินแต่ละคน...” แพรเลือกที่จะไม่พูดต่อ เพราะยิ่งพูดไป ก็ไม่ต่างกับซ้ำเติมตัวเอง ว่าไม่มีทางที่สงครามและฝันร้ายนี่จะจบลง...
                              “.......” “...ต้องมีวันจบสิ” แพรเงยหน้าขึ้นมาหลังจากที่เมื่อกี้เป็นฝ่ายทำหน้าหงิกซะเอง
                               “ทั้งฝันร้าย แล้วก็สงคราม มันต้องมีวันจบลงสิน่า...ซักวัน”


             หลังจากพูดกับแพรวันนั้นไม่นาน ผมก็เจอกับรูฟัสอีกครั้ง เป็นการพบกันโดยบังเอิญที่เลวร้ายที่สุด โชคยังดีที่เรายังอาศัยช่วงที่มีการสู้รบกับอย่างชุลมุนนั่นเอาชีวิตรอดมากันได้ แม้เท่าที่เห็นหุ่นของมันM-2จะโดนกับดักของทุกคนเล่นงานเอา แต่ผมก็ไม่คิดว่านั่น จะทำให้มันสิ้นลายได้
             และก็อย่างที่ผมคิด ในที่สุดพวกRuzonก็คิดจะขยายเขตยึดครองไปที่ตอนล่างของไทย ซึ่งเขตที่จะพลอยโดนลูกหลงไปด้วยก็คือเกาะที่พวกผมอาศัยอยู่ แต่ที่เห็นจะเป็นโชคดีก็คือ กองกำลังต่อต้านพวกRuzonหรือพวกของเกลจะเข้าร่วมต่อสู้กับพวกมันด้วย ก่อนการต่อสู้จะมาถึง เกลได้มอบ‘ดาบเล่มใหม่’ให้กับผม แซ็คคัสต้อม Mk-4
           แต่นั่นไม่ใช่ดาบที่เกลจะมอบให้ แต่เกลบอก ว่ามันคือกุญแจ กุญแจที่จะพาผมไปหาดาบ ที่ถูกซ่อนไว้ในโคโลนี่ใดซักที่
                                       
                             “แกเคยบอกว่าจะมีซักวันที่ฝันร้ายและสงครามจะจบเหรอ?”
          ผมนึกย้อนกลับไปที่วันหนึ่ง ที่ผมกับเกลช่วยกันแงะซ่อมหุ่นกันเหมือนทุกวัน ผมพยักหน้าตอบกลับไป เกลระเบิดหัวเราะออกมาราวกับบ้าไปแล้ว หมอนั่นหัวเราะจนแทบจะตกจากนั่งร้าน แต่เสียที่มือคว้าราวเหล็กไว้ทัน ผมล่ะอย่างแช่งให้ร่วงลงไปหลังหักซะจริง                    
                            “เพ้อเจ้อ!?เออ แกอาจจะเก่ง เก่งโคตรๆ แต่มันก็ไม่พอจะฟัดกับRuzonนะเว้ย”
                                           “...เออ อาจจะจริง” “เฮอะๆ!ยอมรับง่ายดีว่ะ”
                                           “......” “......”  
                 แกร่ก... แกร่ก...
                                           “เกล...” “อะรายจ๊ะ~?”
                                           “เฮียรู้จัก... กันดั้มมั๊ย?”                 
                                                   แคร้ง!!!
            ผมมองไปทางเกลที่ทำประแจตก ทั้งๆที่แกไม่เคยทำเลย แวบนึงที่ผมเห็น ใบหน้าของเกลดูหวาดหวั่นและครุ่นคิด เกลขยับปีกหมวกช่างก่อนถอนหายใจออกมายาวๆ พร้อมขยับนิ้วเป็นสัญญาณให้ผมลงจากนั่งร้านแล้วตามเค้าไป ระหว่างที่เดินตามมาห่างๆ เกลเริ่มพูดถึงหุ่นที่ผมไปอ่านเจอที่บ้านหมอโอเอดะ มันเป็นหุ่นโมบิลสูทประเภทเดียวที่สามารถสั่นคลอนอำนาจของRuzonได้
                                         “กันดั้ม เป็นหุ่นรบทั่วๆไปนั่นแหละ เพียงแต่อาจจะมีสเป็คสูงกว่าโมบิลสูททั่วไป” เกลเปิดคอมขึ้นมา ระหว่างที่รอเครื่องเปิด เกลหมุนเก้าอี้หันมาหาผมพร้อมอธิบายเลาๆ
                                         “Ruzonพยายามจะสร้างโมบิลสูทที่สุดยอดขึ้น โดยมีฐานมาจากกันดั้ม”
                                         “ทำไมต้องกันดั้มล่ะ? หุ่นอื่นที่Ruzonคิดขึ้นมาก็ใช่จะกระจอก”
                                        “การพัฒนาโมบิลสูท รุ่นอะไรก็ทำได้ แต่การจะพัฒนาให้สุดยอด มันอีกเรื่อง”
                                        “......” “Ruzonพยายามคิดค้นกันดั้มรุ่นใหม่นี่นานแค่ใหนไม่รู้สิ 15ปี 20ปี แต่ก็ได้แค่ในขีดจำกัด ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร จนคิดว่ามันถึงทางตัน กันดั้ม คงเป็นได้แค่โมบิลสูทที่พัฒนาได้มีขีดจำกัดสุดแค่นั้น และกลายเป็นว่าเลิกสนใจไปให้การพัฒนาโมบิลคอนโทรลแทน”
                                        “โมบิล...คอนโทรล” “...เป็นมนุษย์นั่นแหละ แต่ระดับคลื่นสมองที่จูนกับหุ่นจะเป็นไปในระดับที่สูงเกินมนุษย์ พวกนี้จะมีความสามารถในการรบแตกต่างกันตามรูปแบบเฉพาะ อย่างของแก เน้นการต่อสู้ ทำลายศัตรู โมบิลคอนโทรลสายทำลายล้างและสู้รบ เดสทรอยเยอร์ ส่วนรูฟัส ทั้งสู้รบ วางแผน เทคนิค ควบคุม แต่เป็นมนุษย์ทดลองที่สังเคราะห์ขึ้น พวกสังเคราะห์เราเรียกว่า อันบอร์น พวกนี้เดิมที่ก็แค่ตุ๊กตา ไม่มีความสามารถอะไรน่ากลัวจนเกินไป แต่รูฟัสมันต่างกัน ตรงที่มัน สามารถสร้างอัตราซิงโครกับโมบิลสูทที่ขับได้มากจนมนุษย์ทดลองทั่วไปไม่อาจทำได้ 459%...”
                          “แต่ว่า ก่อนจะมีการสร้างอันบอร์นรูฟัสขึ้น โคโลนี่นึงที่ร่วมกันก่อการกับRuzon พวกคอลลอยด์ พวกนั้นเป็นเผ่าวิทย์ที่Ruzonทำการปลูกถ่ายDNAของนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของมัน และสร้างขึ้นมาให้เป็นพวกที่เป็นอัจฉริยะ เพื่อเป็นกำลังให้พวกมันเอง” สรุปว่านี่เราเป็นโมบิลอะไรนั่นใช่ป่ะเนี่ย-*-... เชื่อลำบากวุ้ย แต่จากที่ผ่านๆมาคงต้องเชื่อ
                                      “ทว่า คอลลอยด์บางพวก ดันเลือกที่จะไม่ทำตามคำสั่งของRuzon และแยกตัวออกไปพร้อมวิทยาการหนึ่ง... Full Burst Energy” เกลลงมือกดคอมพ์ต่อหน้าและยังอธิบายต่อไป
                                     “คอลลอยด์เป็นมนุษย์ที่พัฒนาได้ไม่หยุดสิ้น จนในที่สุด ก็ทำในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ให้เกิดขึ้น ราวๆช่วงA.D 124 สงครามของRuzonเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น กองกำลังโมบิลสูท ยานรบทำลายล้าง กองทัพทุกรูปแบบ ท้ายที่สุดแล้ว โลกเหมือนต้องยอมจำนน” ภาพสไลด์ของเหตุการณ์ช่วงสงครามล่าอาณานิคมฉายขึ้นและเลื่อนลงมาให้ผมได้ดูเรื่อยๆ
                                     “แต่ความหวังที่ส่องแสงมาให้ชาวโลก คือการมาของพวกเค้า...A.D”  “A.D?”
                                    “กองทัพต่อต้านสงคราม ที่นำโดยคอลลอยด์ เพื่อปกป้องโลก เค้าเหล่านั้นมาพร้อมกับปีศาจทั้งสองเครื่อง ซึ่งมันจะเป็นชื่อที่สั่นครอนRuzonไปตลอดกาล”
                      “..........”  “ กันดั้ม เบลดซีโร่...และเมเทโอบุลเล็ต”
              เกลเลื่อนสไลด์ลงมาเรื่อยๆ ภาพแรกคือภาพของคณะต่อต้านหรือA.D ลงมาอีกหน่อยเป็นภาพระยะไกลของโมบิลสูทเครื่องหนึ่ง ที่ตัวเครื่องเป็นสีน้ำเงินราตรี ดวงตาสีเขียวอัญมณีสว่างตัดกับภาพถ่ายที่ฝ้าเลือนตามความล้าสมัยของกล้อง ปืนทั้งสองกระบอกที่อยู่ที่มือ และติดที่ข้างลำตัวนั่น ทำให้คาดการณ์ด้วยตารู้เลยว่า นั่นต้องเป็นโมบิลสูทที่ต้องทรงพลังในการรบระยะไกลเอามากๆแน่
                                      “นี่คือ เมเทโอ บุลเล็ต ปีนพลาสม่าแม็กนั่มสองกระบอก ปืนสนับสนุนสถานการณ์ฉุกเฉินที่ข้างตัว A.D Wave เด็ดสุดคือปืนใหญ่สองกระบอกที่หลัง อินฟินิตบัสเตอร์ ไอ้นี่แค่นัดเดียว สอยยานธงที่แกเคยเห็นตอนมันบุกไทยนั่นได้ทีเดียว5ลำในสงคราม”
                                                         “ห้าลำ!?!? บ้าไปแล้ว!!!”
                                      “เพราะว่าบ้าไง Ruzonถึงกลัวมัน ทั้งการเคลื่อนใหวทั้งหมดกว่า80% ใช้การควบคุมโดยไซโคคิเนซิส การบังคับโดยสมอง” สุดยอดหุ่นเลยสินะ....
                                      “ส่วนอีกตัวหนึ่ง...” ระหว่างที่รอเกลหมุนสไลด์ลงมา จู่ๆ หัวใจผมก็รู้สึกว่ามันบีบแน่นและเต้นรัวอย่างไม่รู้ที่มา ดวงตาผมจ้องมองภาพในจออย่างจดจ่อ ราวกับไม่อยากจะหายใจเลย มันเป็นสัญญาณจะบอกถึงอะไร                  
                                      “นี่คือกันดั้ม เบลด ซีโร่ ปีศาจ ที่ช่วงชิงชีวิตของแม่ทัพRuzonคนก่อน เหล่าผู้ผ่านสงครามเรียกโมบิลสูทเครื่องนี้ว่า ‘ความกลัว’ แม้จะอยู่ในสเป็คเดียวกับเมเทโอ แต่มีอีกหลายสิ่งที่พอที่จะทำให้โมบิลสูทเครื่องนี้อันตรายกว่าเมเทโอ”
           คำพูดของเกล แม้มันจะไม่ได้ฟังดูเยียบเย็นอะไร แต่ดวงตาของผมที่จับจ้องโมบิลสูทเครื่องสีดำนิลที่สาดประกายแววตาเหลืองทองตัดกับเงาไฟนั่น ความกดดัน หวาดกลัว นี่คือสิ่งที่ผมได้รับ เพียงแค่ได้เห็นโมบิลสูทนี่ เกลที่นั่งมองผมที่นิ่งอึ้งอยู่กระตุกหัวเราะในลำคอฮึนึงก่อนปิดหน้าจอไป
                                         “ในฐานะที่แกเป็นโมบิลคอนโทรล ...สัญชาตญาณของแกคงร่ำร้องอยู่ล่ะสิ”
                                        “......” “ร่ำร้อง ว่าอย่าได้พบเจอกับหุ่นนี่เลย เพราะมันเป็นดาบที่จะใช้ฆ่าเท่านั้น”
              ผมไม่อาจจะหลบเลี่ยงความรู้สึกของตัวเองได้ ความกลัวที่ร่ำร้อง และ ความโหยหาที่จะพบเจอ ...ท้ายที่สุดแล้ว การยอมจำนนต่อความอ่อนแอในหัวใจของตัวเองคือทางเลือกที่จะรักษาชีวิตให้ปกติสุขต่อไปได้จริงเหรอ... ความปกติสุขจอมปลอม
                                         “...ผม อยากเจอมัน....”  เกลหันหน้ามาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มลองดีตามแบบของเค้า
                                         “โหว~♪...” “ถ้ายอมให้กับความกลัวในตัวเอง ผมก็ไม่มีทางจะเปลี่ยนอะไรได้”
                                        “....” “ดังนั้น ผมอยากจะลองดู...”
                                        “อวดดีไปแล้ว...! แกคนเดียว ลำพองว่ะ!โคตรๆเลย” ผมได้แต่ก้มหน้ายอมรับ คำพูดของเกลมันก็จริง ผมแค่คนเดียว ต่อให้มีหุ่นตัวนั้น ผมจะมีปัญญาทำอะไรได้
                                         “......เฮ้อ~! เข้าใจละ!! อยากลองดูใช่ป่ะล่ะ!? มันยากกว่าถูกหวยอีกนะ เตือนแล้วนะตายขึ้นมาก็ไม่ใช่กงการอะไรของชั้นนะโว้ย!!” เกลสบถออกมาอีกครั้งก่อนกระชากเปิดจอคอมขึ้นมาอีกอย่างหัวเสีย ผมมองไปที่เกลอย่างไม่เข้าใจเอามากๆ หลายครั้งในหนึ่งปีนี้ มีหลายครั้งที่ผมเองก็ไม่รู้ ว่าเกลรู้อะไร จะทำอะไร และทำอะไรอยู่      
                                         “นี่มัน...?” “โมบิลสูทไง... มันเป็นกุญแจ ที่จะพาคนที่ชั้นเห็นว่าควร ไปพบ...”
                                         “พบ? พบอะไร?”          “......”
                                         “เกล...”       “ชั้นจะเสี่ยงโชคกับแก อิสะกะ ดาบที่ชั้นเก็บไว้ ใช้มัน และไปครอบครองมัน ที่โคโลนี่ที่อยู่ในอวกาศ”                  
                                        “...นี่เฮีย... รู้อะไรกันแน่ เกล?” “หุ่นที่คอลลอยด์ช่วงชิงมาจากRuzon ชั้นขอมอบมัน ให้ใครซักคน ที่ถือความหวังของชั้นไว้ ถ้าเป็นแก... ชั้นก็อยากจะเสี่ยงโชคดู”


---Next Part3
ยังไม่จบนะ><;; ค่อยอ่านกันนะจ๊ะ เเบบว่า ตั้งใจเขียนไปนิด-*-...                           
อ่านเเล้วเม้นต์นิดน้า~^O^
Mikaela Hyakuya By ARAM
โพสต์ 25-11-2013 12:22:10 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณมากคร้า
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 8-12-2016 03:16 , Processed in 0.076273 second(s), 21 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้