ดู: 227|ตอบกลับ: 0
                 -เป้าหมายคือทำลายโคโลนี่เก่าที่อยู่ในสมรภูมิเก่าให้หมดกวาดให้เรียบ ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหน ตั้งใจให้ดีล่ะ!ใครเป็นคนเจอกันดั้มก่อน คนคนนั้นจะได้เลื่อนยศแน่ เข้าใจแล้วนะทหารบลูเวิร์ลที่สูงส่งทุกนาย-     
                 เรโนประกาศปลุกความละโมบของทหารโมบิลสูทของตนจนตาลุกวาวทุกอย่าง ทุกข้อเรียกร้อง เป็นไปตามที่เค้าปรารถนาทุกอย่าง ขาดเพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นอย่างเดียว ที่เค้าปรารถนาที่สุด
                  ยานรบของบลูเวิร์ลองค์กรเพื่ออำนวยการรบของRuzonที่บัญชาการโดยรูฟัสเคลื่อนที่ไปท่ามกลางการคุ้มครองของโมบิลสูทที่มากประสิทธิภาพของเค้าการต่อสู้บนโลกยังคงดำเนินต่อไป แต่เพราะคำพูดของเกล ที่พูดถึงกันดั้มรูฟัสจึงปลีกออกมจากสงครามที่น่าเหนื่อยหน่ายเพื่อไปตามหาสมบัติที่ทรงมูลค่าที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด

                                  “พันเอกครับ...”เรโนสื่อสารกับรูฟัสผ่านหน้าจอสื่อสารบนโมบิลสูทหน้าจอใหญ่ยักษ์ฉายภาพเรโนขึ้นมาให้รูฟัสเห็น
                                  “ตอนนี้หน่วยพิเศษทุกนายพร้อมรบแล้วครับเรารอคำสั่งอยู่ครับ” รูฟัสพยักหน้ารับรู้แต่เรโนยังมีเรื่องที่ยังอยากพูด แต่เสียที่ยังอึกอักอยู่รูฟัสพอจะรู้จึงชิงพูดก่อน

                                   “ฟูจิวาระให้ค่าที่สูงกว่าใครๆทั้งหมด...260เปอร์เซ็น... ถ้านายมีค่าอัตราที่สูงกว่า โมบิลสูทเครื่องนี้ชั้นจะยกให้นายอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง...”เรโนไม่อาจต่อรองใดๆได้ เค้าถอยออกและยอมปิดหน้าจอสื่อสารไปอย่างเงียบๆรูฟัสหันมามองหน้าจอข้างตัวเองนิ่งๆนิ้วกดไล่ลงมาจนมาหยุดอยู่ที่โมบิลสูทเครื่องหนึ่ง...
                                                     มันคือ อาวุธ...   ฝันร้ายที่เค้าสร้างมันขึ้นมาจนสำเร็จ
                                                                  M4-433 Nightmare Gundam
      กันดั้มเครื่องที่สมบูรณ์ที่สุดและทรงประสิทธิภาพที่สุดของRuzon ความสามรถที่เหนือล้ำของการบังคับด้วยไซโคคิเนซิสรูปแบบการเคลื่อนใหวทุกอย่าง ถูกสนับสนุนด้วยอัตราควบคุมจากคลื่นสมองของฟูจิวาระแต่สิ่งที่รูฟัสพึงพอใจมากที่สุด... เครื่องนี้เป็นเสมือนการคืนชีพกลัพมาของกันดั้มที่เคยฝากความหวาดกลัวและแผลที่ซ่อนไว้ใต้หน้ากากของเค้าเมเทโอ บุลเล็ต...
                                      “สงคราม...กำลังจะกลับมา...อำนาจ จะตกเป็นของเรา... แด่โลก ...อันสูงส่ง”

        กองทัพโมบิลสูทจำนวนมากเคลื่อนพลไปสู่สมรภูมิเก่าเพื่อสนองอำนาจอันไร้ที่สิ้นสุด เพื่อความทรงอำนาจที่แม้แต่พระเจ้ายังต้องหวั่นเกรง


ตุบ....ตุบ....ตุบ....      
                                        “เฮ้~!!ฟูจิวาร้า~!!!”        
              มั่บ!!        ริอัสตี้ รอเลียส หรือรัส...เพื่อนสนิทที่สุดของผมวิ่งอย่างระริกระรี้เข้ามารวบคอผมไว้ ชิ...คนยิ่งเหนื่อยใจอยู่- -*
                                       “ริกรี้หน่อยจี้~ตัวเองก้อววว~ได้ขับกันดั้มเชียวน้า~กันดั้มน่า~♥”
               ผมไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งนั้น... ได้ขับแล้วไง ขับไปก็เพื่อทำสงครามไม่ขับก็ยังมีสงคราม ไม่ว่ายังไง สงครามก็ไม่มีวันจบอยู่ดี...เพราะสงครามที่มันไม่มีวันจบ... พวกพี่ถึงได้
                                      “เอาน่า...ถึงไง อดีตแม่ทัพก็ได้รับการรักษาแล้วไง... ชั้นเอง ก็มั่นใจนะ ว่าท่านเกลไม่มีทางเป็นกบฏด้วยเรื่องโง่ๆ เบื้องบนต้องไว้ชีวิตน่ะ”
             รัสตบใหล่ผมจนใหวเล็กน้อยผมโยนกล่องน้ำผลไม้ทิ้งลงถังขยะก่อนจะลอยไปดูที่หน้าต่างของยาน... อวกาศที่กว้างและสวยงามนี้...ก่อนที่จะมีสงครามเกิดขึ้นมันคงไม่มีซากยานรบของฝ่ายไหนก็ไม่รู้มาลอยคว้างอยู่อย่างนี้สินะ...ทั้งๆที่ไม่เคยสร้างอะไรที่สวยงามเลยแท้ๆ ทำไมถึงไม่ยอมให้มันจบลงซักทีนะ...สงครามน่ะ
                                       เอาแต่พูดเรื่องสวยงาม... มันเปลี่ยนโลกไม่ได้หรอกน่า

                 คำพูดของนักบินที่ผมไม่รู้จักแม้แต่ชื่อหรือหน้าตา ดังขึ้นมาในจิตใต้สำนึกแม้คำพูดประโยคนั้นจะไม่ใช่คำตะคอกหรือตะโกน แต่มันกลับอื้ออึงอยู่ในหูของผมมันฟังดูโกรธแค้น แต่ที่ชายคนนั้นสื่อออกมา... มันเป็นความจริงความจริงที่มันแย้งอยู่ในตัวผมตลอด
                                     “...เอาแต่พูดเรื่องสวยงาม...เหรอ?”
             ที่ผ่านมา... Ruzonเป็นอะไรในสายตาของทุกคนกันแน่...ไม่ใช่นักบุญ... ไม่ใช่ผู้กล้า... ไม่ใช่ทหาร... ไม่ใช่อัศวิน...บางที...อาจจะไม่ใช่แม้แต่...คน

                                    -ตรวจพบกองทัพA.Dทหารทุกหน่วย เข้าประจำตำแหน่งรบ ย้ำ!...-
                   “ไปเหอะ!!”ผมพยักหน้าและตามรัสที่ออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ผมเอง...ก็ยังคงสับสนอยู่...



                ครืน!~!!!
              ...
              ...
               แรงสั่นสะเทือนครั้งนึงดังขึ้นผมละสายตาจากหุ่นไปที่ท้องฟ้าของโคโลนี่ ...เกิดอะไรขึ้น?สงคราม?ที่แบบนี้เนี่ยนะ?ผมกำลังจะหันไปหาวานิลลา แต่ภาพที่เจอทำให้ผมต้องรีบลงจากหุ่นไปหาเธอวานิลลานั่งขดตัวสั่นอย่างแรง ราวกับหวาดกลัว ใบหน้าเธอซีดเผือดน้ำตาเปรอะบนดวงตาคู่สวย ริมฝีปากสั่นกลัวอย่างแสนสาหัส

                                    “นี่!!...เป็นอะไรน่ะ!? วานิลลา!วานิลลา!!?”
             ผมจับใหล่เธอและเรียกเธอซ้ำไปซ้ำมาเธอทิ้งตัวลงมาอย่างทรงตัวไม่อยู่และเริ่มพูดออกมาพร้อมเสียงที่สั่นเครือ
                                     “หยุด...ทีเถอะ...เลิก...ฆ่า ไม่เอา ชั้นไม่อยาก...ไม่อยากฆ่า ชั้นไม่อยากถูกฆ่า...!”
                                     “เฮ้...!วานิลลาตั้งสติหน่อย ชั้นอยู่นี่ไง!!วานิลลา!!!”
                                    “ปล่อยชั้นเถอะ...ปล่อยชั้นไป... อย่าฆ่า... อย่าบังคับให้ชั้นฆ่า... ชั้นขอร้อง”
                                     “วานิล...ลา”“ชั้น...ไม่อยากฆ่า... ไม่อยากตาย...”วานิลลาตอนนี้ราวกับไร้สติ เธอพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา เธอ...กำลังทรมาณ
                                     “ม่าย!!!~!!!!!”      หมับ!!!      
         
             ผมดึงเธอเข้ามากอดแนบไว้กับตัววานิลลานิ่งอยู่อย่างนั้นไม่นานเธอก็เอื้อมมือมาจับที่หลังเสื้อผมและปล่อยเสียงร้องไห้ออกมา ทั้งๆที่เมื่อตะกี้เธอกำลังจะฆ่าผม แต่ตอนนี้ผมกลับ...รู้สึกว่าผมไม่สามารถที่จะปล่อยให้เธอที่ทุกข์ทรมาณคนนี้อยู่คนเดียวโดดเดี่ยวในโลกที่โหดร้ายนี้ได้    โลกที่โหดร้ายที่Ruzonเป็นคนสร้าง...
                                 

                                      “ไม่มีใครฆ่าใครอีกแล้ว!!วานิลลา...และใครก็ฆ่าเธอไม่ได้!!”
             ดวงตาของวานิลลาเบิกโพลงคำพูดที่ชวนให้คิดถึง วันวานที่แสนอบอุ่น... ดวงตาที่แห้งผากและหวาดกลัวกลับมารื้นน้ำตาขึ้นอีกครั้งดวงตาใสสะอาดปล่อยน้ำตาให้ใหลลงมาอาบสองแก้มเนียนของเธอเธอแอบอิงอยู่กับชายคนหนึ่งที่พาเธอหนีออกจากความหวาดกลัวเสียงระเบิดยังคงดังขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอกลับไม่หวาดกลัวเหมือนก่อนอ้อมแขนของเค้าคนนี้นอกจากจะช่วยปิดเสียงทีปลุกฝันร้ายให้มาหลอกหลอนเธอเสียงหัวใจของเค้า...แม้มันอาจจะมีความก้าวร้าวเคลือบบังแต่มันก็ไม่อาจซุกซ่อนความอบอุ่นที่เธอได้รับในตอนนี้ได้วานิลลากำเสื้อของอิสะกะไม่ปล่อยชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมานุ่มๆและพูดออกมาอย่างแผ่วเบา
                                 “ไม่มีอะไรต้องกลัว...ชั้นจะปกป้องเธอ ...ชั้นสัญญา”

         
                                       ...อิสะก่า~...รู้มะ ว่าผู้ชาย ถ้าให้อะไรกับผู้หญิงแล้วห้ามขอคืน...  
          ในโกดังซ่อม เกลถามชายหนุ่มในระหว่างที่กำลังแงะหุ่นตัวหนึ่ง
                                      ...ถุงยาง - -+...                ก็อง!!= =**             ประแจอันนึงลอยมากระแทกหัวชายหนุ่มอย่างแม่นยำ          ...ไอ้เด็กผี สัญญาโว้ย สัญญา...  ...เบื่อจริง มุขพระเอกลิเก...         
         อิสะกะแค่นหัวเราะอย่างเบื่อหน่ายในอารมณ์แต่ก็ตั้งใจฟัง สิ่งที่เกลสอนมักจะสำคัญเสมอ ยกเว้นเรื่องเงิน
                                    ...เคยเล่าแล้วสินะ ว่าชั้นมีครอบครัว... ...อืม มีลูกสาวด้วยใช่มั๊ย...
                                     ...ใช่...เป็นเด็กดีฉลาด แกมักจะทำอะไรให้ข้ายิ้มเสมอๆ... ...........
                                    ...แกมักจะอ้อนให้ข้ากลับบ้านมาหาบ่อยๆเพื่อที่จะพาไปเที่ยวกัน ด้วยกันแบบครอบครัว...
          อิสะกะวางไขควงลงและฟังเกลที่เล่าอย่างมีความสุข
                                   ...และพอถึงสุดสัปดาห์ปุ้บ ก็จะมีเสียงใสๆโทรมาบอกย้ำว่าสัญญาแล้วนะๆตลอดๆ...
                                  ...ติดพ่อจังแฮะ... ...ใช่มะล่า~? แต่ว่านะ...
        เกลวางประแจลงและเริ่มคุ้ยหาอันใหม่แววตาเริ่มสั่นใหวขึ้นมา      
                                  ...ครั้งสุดท้าย...สงครามทำให้ชั้นกลับไปไม่ได้จนต้องผิดสัญญา ชั้นกระวนกระวายมาก...
         เสียงของเกลค่อยๆเปลี่ยนเป็นสะอื้นขึ้นมา... แขนข้างนึงที่เปรอะน้ำมันยกขึ้นปาดน้ำตาอิสะกะมองอย่างเข้าใจความเจ็บปวด   
                                   ...พวกสารเลวRuzonมันระเบิดโคโลนี่นั่น... เพื่ออำนวยความสะดวกให้สงคราม...
                                 .................
                                   ...สัญญาที่ข้าจะกลับไปรักษามัน...ไม่เหลือเลย...เพียงเพราะความมักง่ายของชั้น...
           กำไลกระพรวนอันเล็กๆที่ถักเป็นเปียร้อยเป็นสายรัดข้อมือสั่นอย่างเศร้าสร้อยพร้อมเสียงร่ำไห้ของเกล ในวันที่ลูกสาวจบชั้นอนุบาล... วันที่ทั้งลูกและเมียได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ...

                 เหตุการณ์เหล่านั้นที่เกลบอกเค้าตั้งแต่วันนั้นเป็นเครื่องเตือนใจ คำสัญญาอาจไม่ได้สำคัญในชีวิตประจำวันแต่อาจสำคัญกว่า ถ้าคนสำคัญ ให้ความสำคัญกับมัน ถ้ากล้าเอ่ยปากสัญญาก็จงกล้ารักษาสัญญานั่น แม้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม...


                  อิสะกะมองดูหญิงสาวที่นิ่งสงบอยู่ในวงแขนอย่างว่าง่ายในใจนึกขึ้นอย่างหมั่นเขี้ยว ว่าทั้งๆที่ตะกี้ออกจะมีมาด และก็ร้ายกาจขนาดนั้นแต่พออยู่นิ่งๆอย่างนี้ น่ารักกว่ากันเยอะ... แต่ดูท่าสาวเจ้าจับจับผิดได้จึงเลื่อนตัวขึ้นมาและกัดเข้าที่ใหล่ของชายทะเล้นจนจมเขี้ยว เล่นเอาเจ็บไปอีกนานเลยทีเดียว
                                   “เจ็บ!!p[]q;;”วานิลลาดันตัวชายหนุ่มออกห่างและลุกขึ้นยืนปัดตามตัวแก้เก้อฝ่ายชายหนุ่มเองก็หน้ามุ่ย ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ
                                  “ข้างนอกมีสงครามเกิดขึ้นแน่ๆ...แต่อยู่ที่นี่เองก็อันตรายถ้ามีลูกหลง โคโลนี่เก่าๆที่ดูท่าจะไม่มีไอฟิลด์อย่างนี้...”อิสะกะเว้นช่องว่างไว้ วานิลลาสูดลมหายใจเข้าลึกๆและหลับตาภาพของสงครามที่กำลังเกิดขึ้นไม่ไกลจากที่นี่ฉายบนหัวของเธออย่างชัดเจน
                                    “พวกRuzonกับทหารA.Dที่กระจายตัวอยู่ตามซากโคโลนี่ร้างใกล้ๆงั้นเหรอ?”
             อิสะกะผิวปากอย่างทึ่งในความสามารถของสาวสวยตรงหน้ามีสงครามจริงแน่อยู่แล้วล่ะ เอะอะกันขนาดนี้ แต่จะเอายังไงล่ะ?ออกไปตอนนี้อาจจะโดนฝ่ายไหนเล่นงานเอาก็ได้ แถมเจ้าของหุ่นยังไม่เอ่ยปากว่าจะยกให้เค้าเลย
                           **วานิลลา!วานิลลา!ชิกิกลัว!ชิกิกลัว!** “เหวอ!!=[]=;;”หุ่นยนต์คู่หูฮาโล่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาชายหนุ่มตกใจเหมือนกันวานิลลารับเจ้าหุ่นลูกบอลสีฟ้าอ่อนมาอุ้มไว้
                            “น...น...นั่นมันฮาโล่?!ตกใจแทบตายแน่ะ=O=...”  **ใครอ่ะ?ใครเหรอ?**
                 “ช่างเค้าเถอะชิกิ...” **ว้า...แย่จัง...แย่จัง**

                           เปรี้ยง!!!

           เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วโคโลนี่รอยโหว่ใหญ่จากระเบิดจากสะเก็ดสงครามกำลังทำให้อากาศในโคโลนี่พวยพุ่งไปสู่อวกาศแรงดึงมหาศาลกำลังทำให้พื้นโคโลนี่สั่นสะเทือนแต่จุดที่อิสะกะอยู่ยังไกลจากจุดที่ระเบิด แต่อากาศยังลดลงอย่างรวดเร็ว
                                   **แย่แน่ๆแย่แน่ๆ** “บรรลัยแล้ว!!”อิสะกะสบถอย่างหัวเสีย เอาจนได้มั๊ยล่ะ!?พวกนั้นคงคิดว่าที่นี่เป็นแค่โคโลนี่ร้าง รึไม่บางที่มันอาจคิดจะทำลายทุกอย่างที่นี่!! แรงระเบิดยังเกิดขึ้นต่อเนื่องกระสุนบีมหลายนัดร่วงลงมาที่โคโลนี่และระเบิดอย่างรุนแรงโมบิลสูทหลายเครื่องบินลงมาสู้กันถึงในเขตโคโลนี่บ้าง ร่วงลงมาระเบิดบ้าง วานิลลาเองก็เริ่มจะมีอาการหวาดกลัวขึ้นมาอีกครั้งอิสะกะกัดฟันคิดครั้งนึงก่อนจะดึงแขนวานิลลาให้ตามเค้ามา

              อิสะกะมาหยุดอยู่ที่เบลด ซีโร่สายรับนักบินร่วงลงมา วานิลลารีบปรามขึ้นมาห้ามเมื่อเห็นชายหนุ่มทำท่าจะขึ้นไปขับหุ่น
                                   “บ้า!จะบอกให้นะ!! กันดั้มนี่ไม่เหมือนโมบิลสูทอื่นนะ!!หุ่นตัวนี้ไม่ปรับสภาพตามนักบิน แต่จะกระตุ้นให้นักบินมีสถานะที่เข้ากับมันได้!!ถ้าคลื่นสมองของนายไม่ถึงล่ะก็ สมองนาย ได้โดนเบลด ซีโร่ย่างจนสุกแน่!!!”  **ตายแน่ ตายแน่**
                                   “เธอจะบอกว่ามีทางอื่นงั้นสิ!?”วานิลลาสะอึกไป หลังไม่มีคำเถียงอะไรที่มีน้ำหนักมากพอที่จะปรามเค้าได้เลย
                                    “อากาศกำลังจะหมด...สงครามก็ลามมาถึงที่นี่ พวกมันคิดจะถล่มที่นี่ให้ราบ อยู่ไปก็ตายเปล่า!!ถ้าอยากรอด ก็มีทางนี้ทางเดียว!!”
                 วานิลลาไม่ตอบโต้อะไรเธอเม้มริมฝีปากแน่น แฟลชไดรฟ์ถูกโยนให้ชายหนุ่มรับไว้         
                                 
                                   “งั้นนายรีบไปซะ!!ชั้นต้องอยู่ที่นี่!” “อย่ามาพูดชุ่ยๆน่า!!อยู่ไม่ได้หรอกที่นี่กำลังจะถล่ม”
         วานิลลาหลบตาชายหนุ่มและยิ้มอย่างยอมรับในชะตากรรมอากาศหมดไปอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มที่จะหายใจลำบากขึ้นมาเรื่อยๆ ในที่สุดพื้นที่ทั้งสองอยู่ก็เริ่มสั่นอย่างแรงและแยกออกเป็นเหวลึกช้าๆจุดที่วานิลลายืนอยู่เลื่อนลงและถล่มลงพร้อมตัวของเธอ
                                                                 มั่บ!!!

                  หญิงสาววาดดวงตาไปมองชายเจ้าของมือที่ยื่นมาคว้าเธอไว้อิสะกะโดดออกมาจากสายสลิงและคว้าแขนวานิลลาไว้
                                  “ยัย...ทุเรศเอ๊ย!!อย่ามาเล่นบทโง่ๆอย่างผละมือออกนะ!”
                ดวงตาของเธอราวกับไม่เข้าใจในการกระทำของเค้าทั้งๆที่เธอเองก็มอบหุ่นให้แล้วไม่ใช่ธุระอะไรของเค้าที่จะมาสนใจชีวิตของคนอื่นอย่างเธอเลย แต่เค้ากลับเลือกที่จะช่วยเหลือเธอ
                                    

                 “...คนแบบนี้...ก็มีด้วยแฮะ...”
             วานิลลาพูดกับเองเบาๆก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อยอิสะกะที่มีแรงบ้าเป็นหลักจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะดึงหญิงสาวร่างเล็กอย่างเธอขึ้นมาได้แม้จะหอบเหนื่อยจนตัวโยนก็ตาม...
วานิลลาไม่ได้ด่าอะไรหรือแม้แต่แขวะอะไรเพียงแค่นั่งมองนิ่งๆ จะมีก็แต่ชิกิ ที่บินวนรอบอิสะกะเล่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวพอฟื้นแรงได้ อิสะกะก็ค่อยๆค้ำยืนขึ้นมาจับสายรับนักบิน แต่ทว่าวานิลลาเองยังคงนั่งลังเลอยู่...
                 อิสะกะมองเธอที่นั่งปั้นหน้ายากอยู่นิ่งๆ ลมหายใจเบาๆยาวๆถูกปล่อยออกมาแทนการถอนหายใจมือข้างนึงยื่นไปหาวานิลลาช้าๆ นัยต์ตาคู่สวยจ้องมองมาที่ชายหนุ่มเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนมามองที่มือของเค้าแทน
                                      “...มาสิ...”
                คำพูดสั้นๆ แต่จริงใจง่ายๆแต่จริงจัง วานิลลายิ้มอย่างจนทางเลือก เธอลุกไปหาอิสะกะชายหนุ่มรับเธอที่โผเข้ามาอย่างอ่อนโยนพื้นที่วานิลลาผละออกมาแตกถล่มลงหลังจากสายสลิงดึงขึ้นพาทั้งสองขึ้นไปที่ตัวหุ่น
                 ทันทีที่ถึงห้องบังคับอิสะกะรีบเข้าไปนั่งที่ที่นั่งคนขับส่วนวานิลลาหย่อนตัวลงที่ที่ว่างด้านหลั่งเบาะนั่งนักบิน จากนั้นค็อกพิทก็ปิดลงแสงไฟสว่างขึ้น ความมืดถูกแทนด้วยภาพพื้นที่รอบๆอย่างชัดเจนอิสะกะเปิดระบบทุกอย่างให้พร้อมทำงาน และมาถึงจุดวัดใจ... ระบบเชื่อมต่อกับนักบินโมบิลสูทซิงโคร(MSS.)ทุกการเชื่อมต่อเป็นไปอย่างเรียบง่ายจนกระทั่งเสียบแฟลชไดรฟ์ที่ได้มาจากวานิลลาเข้าไป ตัวล็อคข้อมือนักบินก็ออกมาล็อคเค้าไว้และที่ขมับมีอุปกรณ์มาแตะล็อคไว้  
                   “เฮ้ย!?!”“สงบใจเอาไว้!! จะเป็นรึตาย วัดกันที่ตรงนี้ล่ะ”
                                “ขอบใจนะสงบขึ้นเยอะ=[]=*”
                หน้าจออัตราเชื่อมต่อสูงขึ้นจนน่ากลัวชีพจรอิสะกะเต้นเร็วจนน่ากลัว เสียงหัวใจเต้นแรงมากจนวานิลลาเองยังได้ยิน ร่างกายดีดชักอย่างแรงอิสะกะร้องออกมาอย่างทรมาณ เลือดและชีพจรในร่างของเค้ากำลังคลุ้มคลั่งใจนึงก็ร้องว่ามันทรมาณเหลือเกิน อยากหมดสติรึตายเอาซะตรงนี้ แต่ว่า เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วทั้งๆที่เราเองก็เคยขับไอ้หุ่นพวกนี้มานักต่อนัก... แล้วเรื่องอะไร...เรื่องอะไรจะมายอมตาย ทั้งๆที่ยังไม่ได้แม้แต่ขับมันเลยกันเล่า!?!!??
                                        “...อย่ามาตลกนะเฟ้ย!!เป็นแค่กันดั้ม!!! จะมาบังคับชั้นงั้นเรอะ!!!??”
        ชายหนุ่มกัดฟันเอาชนะความเจ็บปวดหน้าอกร้อนจนปวดจนแทบทนไม่ใหวเริ่มอยู่ตัวเค้าอาจเริ่มชินกับความทรมาณที่เกิดขึ้นแล้ว อิสะกะคำรามอย่างดุดัน ดวงตากลายเป็นสีเหลืองเข้มอีกครั้งพร้อมกับอัตรการเชื่อมต่อที่ถีบตัวสูงขึ้น ...ไม่ใช่ค่าการเชื่อมต่อของหุ่น แต่เป็นค่าการเชื่อมต่อของเค้าตะหาก...
                                        “ชั้นตะหาก!!!ที่จะขับแก!!!!”
                                        “ห...หกร้อยเก้าสิบ...เป็นไปไม่ได้...!?”ราวกับตื่นจากการหลับใหล ดวงตาสีเหลืองแบบเดียวกับอิสะกะส่องแสงแผดกล้าบนดวงตาของกันดั้มราวกับกู่คำราม เสียงเครื่องยนต์ของเบลด ซีโร่ดังออกไปจนโมบิลสูทของRuzonที่อยู่ใกล้ๆสังเกตเข้า
                           อุปกรณ์ทรงตัวของโมบิลสูทแตกระเบิดออก แรงดันไฟฟ้ามหาศาลพัดควันฝุ่นออกอำนาจแรงดันไฟฟ้าแรงสูงซัดกองสุสานโมบิลสูทต่อหน้าจนกระจัดกระจายกันดั้มเงยหน้าขึ้นสู่ฟ้ากว้างราวจะสูดลมหายใจหลังการหลับใหลปีกใบมีดทั้งแปดแผ่สยายออก ส่องประกายเหลืองทอง ...บัดนี้ ความกลัวได้ตื่นจากนิทราอันยาวนาน...
                                        “...อิสะกะ ทาเมโตะ... เบลด ซีโร่... ชั้นคือความกลัวของพวกแก”

----------------------------------------------------------------------------------------------------------**

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 5-12-2016 03:18 , Processed in 0.077334 second(s), 17 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้