ดู: 277|ตอบกลับ: 1
......
........
          ทำไมถึงได้มีไอ้พลังนี้อยู่ในตัวกัน...?ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีอาการแบบนี้แท้ๆ แต่พอได้มาขับโมบิลสูทผมก็...กลายเป็นตัวประหลาด...! ไอ้ความรู้สึกนั่น!!พลังนั่น!! ความอำมหิตนั่น!!
                                         “...ชั้นไม่ได้...อยากเป็นอาวุธ....”         ผมนั่งแอบอยู่ในมุมมืดในห้องนักบินในเบลดซีโร่ ความเงียบและความมืดทำให้ความสับสนวุ่นวายในตัวผมเริ่มอยู่ตัวและสงบลงแสงจางๆในตัวเบลด ซีโร่สว่างขึ้นเล็กน้อย เมื่อผมเลื่อนมือไปกดดูรูปของเบลดซีโร่...
                                         “แกเอง...ก็ไม่ได้อยากเป็นอาวุธ ที่โชกไปด้วยเลือดเหมือนกันสินะ...”
                               ชั้นจะเสี่ยงโชคกับแกละกัน...
                                         “เกล....”               ....... ...... ........ ...........
                                         “ผมคง...ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น...”




       หลังจากเมื่อคืน...ผมเผลอหลับไปในเบลด ซีโร่ตอนไหนก็ไม่รู้-*-... คงเพราะเครียดล่ะมั้งเลยหลับเอาดื้อๆ... มีแต่เครียดแล้วนอนไม่หลับแท้ๆ... ผมนั่งกุมแก้วกาแฟในมือเบาๆไม่รู้เลย ว่าควรจะทำอะไรดี พรุ่งนี้ก็ต้องลงไปลุยที่โลกแล้วแท้ๆ
                           
                                  “ก็แกนั่นแหละ!ไม่ยอมอ่อยให้พี่เลย=O=*”        “ก็เล่นห่วยขนาดนี้ไง สาวถึงไม่แล”
                                  “ไม่เกี่ยวกันโว้ย!!TTOTT**”
                                  “......?”        “อ...อิสะกะO___O!?!?”         จินยองทำหน้าเหวอพลางเบิกตาโตให้ใหญ่เข้าไปอีกเกลียดแอ็คติ้งงี้ชะมัด...
                                 “เมื่อคืนหายไปไหนวะ!?นึกว่าโดนบาลันลากไปเชือดแล้วกลัวว่าจะหายตัวไป แต่เห็นกันดั้มยังอยู่ ดีจังเล้ยยย!!TOT”        เอือมระอากับไอ้นิสัยช่างจ้อของไอ้ตี๋นี่ชิบแต่เอาเหอะ เพราะก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร        
                                  “...อืม”             สั้นๆแค่นั้นที่ผมตอบไปและยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มอึกสุดท้าย.
                                  “ดูเครียดไม่สร่างนา...ออกไปเล่นที่เกมเซ็นฯกันเอาป่าว^O^”
             ผมนิ่งคิดนิดหน่อย... ก็ไม่เลวคงไม่มีเรื่องแย่ๆอย่างวันก่อนหรอกมั้ง...
                                    “คำตอบคือ^w^...”              “แกเลี้ยง ...ขอบใจ”
                                     “ให้มันได้อย่างงี้ดิ=__=;;”               อายะที่ยืนมองอยู่พักนึงก็ถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ และเดินตามมาอย่างเสียมิได้
              ตั้งแต่วันที่ผมและไอ้ฟูจิวาระนั่นลงมาที่โคโลนี่ยานออสนิกส์ก็มาเข้ารับการบำรุงรักษาและเตรียมการรบอยู่ที่นี่และวันนี้เป็นวันก่อนจะเข้าสงคราม หลังจากตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยทาลอสก็ประกาศออกไมค์ให้ทุกคนบนยานออกไปผ่อนคลายได้ และไอ้ที่ประกาศนั่นแหละ...ที่ปลุกผมขึ้นมาพร้อมน้ำลายกองโต=///=;;
                                    “มีแค่สามคน?”           “หือ?”                  
                                    “ไปเกมเซ็นฯทั้งทีแต่มากันแค่เนี้ย?”              “อ๋อ...มีอีกสามสี่คน นั่นไงๆ! เฮ้ยยย~^O^”

                                   “แก...”             “....เอาแล้วไง- -“
                 แทบจะโดดเข้าไปหวดให้หน้าขาดไอ้ทหารRuzonกับผู้หญิงของมันยืนอยู่ที่ข้างกำแพงส่อแววว่าวันนี้คงไม่ได้เล่นเกมแน่นอน- -*...
                                    “โทษทีนะจินยอง...ชั้นขอผ่านล่ะ... บรรยากาศเน่าๆ...”            “ไรว้า~?หยวนๆหน่อยดิ”
                                    “แกจะบอกให้ชั้นหยวนกับไอ้ทหารเลวนั่น? หลีกทาง ไม่งั้นชั้นจะเอากันดั้มมายิงแก”
                                   “อิสะกะ...ไอ้โหดTOT!!”        “ถือซะว่านี่เป็นการลบรอยบาดหมางกันได้มั๊ย?ถึงไงก็อยู่บนยานลำเดียวกัน และยิ่งคุณสองคนต้องช่วยกันสู้ด้วย...ถ้ามัวแต่อคติอย่างนี้ชั้นกลัวว่าเราอาจจะมีอันต้องเหลวรึตายเพียงเพราะความไม่ถูกชะตากันของคุณสองคน”      อายะร่ายออกมายาวๆแต่นั่นก้มีเหตุผลใช้ได้...แต่ว่านะ...
                                   “เหตุผลไม่มีผลกับชั้นชั้นสู้ของชั้น ใครขวางชั้นยิง ชั้นเล่นแบบทีมไม่เป็น”
              ผมตัดบทและเดินผ่านจินยองและอายะไปผมเดินมาต่อหน้าฟูจิวาระที่ยืนหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ มันน่าซัดมั๊ยล่ะ?                                       “...Ruzonฆ่าครูของชั้น...ชั้นจะไม่ปล่อยให้พวกมันหรือแกได้ลอยหน้านานแน่”
                                   “ดีจังนะ...”       “อะไร?”
                                    “นายมีเป้าให้ยิงมีคนให้ตามล้างแค้น แต่ชั้น...ยังไม่รู้เลย ว่าจะหันปืนไปทางไหน?”
                                    “ถ้าไม่รู้...ก็หันเข้าหาหัวแกเองซะสิจะได้หมดห่วง”         “........”
                                    “แต่พวกแกคงไม่เข้าใจหรอก...เพราะเป็นได้แค่อาวุธ ...ชั้นก็เหมือนกัน”
                                   “โมบิลคอนโทรลไม่ใช่อาวุธแต่เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการทำสงคราม และทรงพลังในด้านการรบ เราไม่ใช่อาวุธ!”         
                                   “แต่สุดท้าย!!ในสงครามจะเรารึโมบิลสูท ก็เป็นได้แค่อาวุธ!!!”
                                   “........”        “...ที่เป็นอย่างนั้น...ก็เพราะพวกแก เพราะพวกแก ถึงต้องมีอาวุธบ้าๆอย่างนี้เกิดขึ้นมา!!”                          “นายมองว่าพรสวรรค์หรือวิวัฒนาการคือหายนะรึไงกัน?”         “...ฮึ!!”
                                  “........”     “Ruzonตะหาก...หายนะ”       เห็นแล้วคันมือขอซักทีเน้นๆละกัน!!

                     
                                 “ล็อคเลยมิอัน...”             “ค่ะ...”               ผึง!!!O^O;;                        ปั่ก!!!
                                 “แอ่ะ!!=O=#”                จู่ๆข้อเท้าผมก็ถูกกระชากไปข้างหลังอย่างแรง จนล้มลงจนเกือบจูบพื้นแล้วมั๊ยล่ะ!?ใครวะ!! แล้วไอ้โซ่บ้าที่ขานี่มันอะร้ายยยย=[]=***

                                 “เอาล่ะ...มากันครบทุกคนแล้วนา~...”                 ตาหนวดทาลอสเดินตามมา ในขณะที่ผมยังพยายามดึงไอ้โซ่เส้นเล็กๆที่พันขาซะยุ่งอยู่โอ๊ย!!! เอามาพันตอนไหนวะ!!?=[++]=**
                                 “ท่าทางนายจะปัญหาเยอะที่สุดเลยสินะ”           “วานิลลา!? เธอสินะ!!??ปล่อยนะเฟ้ย!!!”
                               “ไม่มีหลักฐานแล้วมาโทษกันลอยๆงี้ไม่ได้นะ(‘ ‘)”           “แล้วไอ้กุญแจในมือนั่นอะไรมีทราบ!?”
                               “ถ้าคลั่งไม่หยุดชั้นจะมัดปากด้วยเลยก็ได้นะ(‘ ‘)***”        ยัย...สารพัดพิษ=___,=**
                               “ลุกขึ้นตามพวกเรามาดีๆซะเพราะชั้นมีธุระสำคัญกับนาย...”           วานิลลาจ้องผมตาเข้ม เอาสิ...เกลียดนัก ไอ้สถานการณ์อย่างนี้ ที่สุดแล้ว ไอ้เรื่องที่ต้องเจอแต่ละทีดีๆทั้งนั้น...




               สถานีตำรวจ A-7
                                   
         ผมเดินตามกลุ่มของวานิลลามาห่างๆจนเข้ามาถึงตัวอาคารที่ข้างหน้าเขียนไว้ชัดเจนว่ามันเป็นที่ที่ผมรู้สึกไม่ถูกชะตาเอาวะเลย สถานีตำรวจ...-*-
                                      “...ที่นี่...”           ทาลอสบอกและหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่งที่เหมือนจะเป็นห้องทำงานของพวกตำรวจ แต่ตอนนี้ ที่หน้าห้องถูกการ์ดไซส์บึ้กยืนเฝ้าอยู่
                                      “จากตรงนี้จะมีแค่แกกับวานิลลาเข้าไป”      “มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?”
                                      “..........”        “...เออ...ไม่พูดก็ได้!แค่เข้าไปก็พอใช่ป่ะ?”     ผมเดินกระแทกประตูเข้าไปในห้องมีแววเดือดเล็กๆ อะไรกัน? นึกจะลากไปใหนก็ไปนึกจะให้ทำอะไรก็สั่ง... ชักหมดความอดทนขึ้นทุกทีๆล่ะนะ!!

                                      “ตั้ม?!??”     “...พ่อ...แม่!?”





                                    “นี่มัน...บ้าชัดๆ!!
             อิสะกะพูดออกมาทั้งๆที่เห็นอยู่กับตา พ่อและแม่นั่งอยู่ในห้องพร้อมกับทหารอีกสี่คนที่มุมห้อง เกิดอะไรขึ้น?รึเค้าถูกA.Dหักหลังแล้วเอาพ่อแม่มาเป็นตัวประกัน
                               “ตอบชั้นมาให้ดี...ไม่อย่างนั้น...”           ท่าทีของอิสะกะส่อแววไม่เป็นมิตรต่อคนทั้งสี่รวมทั้งวานิลลาดวงตาเริ่มมีแววเหี้ยมขึ้นมาจนคนที่จ้องมองอยู่ข้างนอกเริ่มเห็นท่าไม่ดี...
                    
                                “นั่งลงซะ...”     การ์ดคนหนึ่งเดินเข้ามากดใหล่อิสะกะลงแต่เค้าไม่มีท่าทีจะให้โดนข่มเอาง่ายๆ
               หลังหมัดฟาดเข้าที่หน้าของการ์ดจนแว่นดำแหลกพร้อมเลือดกำเดาและถีบออกจนกระเด็นไปกระแทกกับตู้เอกสารการ์ดที่เหลือสะบัดกระบองออกมาและพุ่งเข้าหา
                                 “หยุดแค่นั้น!!”       วานิลลาออกเสียงตะคอกทุกคนที่อยู่ข้างหน้าได้ผล การ์ดทั้งสามและอิสะกะหยุดลง ชายเลือดร้อนกลับไปยืนอย่างนิ่งสงบ แต่ยังไม่มีแววจบเรื่องง่ายๆ
                                “ขอเตือนอีกครั้ง...ถ้าที่ชั้นเห็นต่อหน้า เป็นอะไรที่คำพูดของเธอฟังไม่ขึ้น ชั้นจะฆ่า”
              อิสะกะพูดออกมาเรียบๆดวงตาเย็นชาที่สะกดไฟในจิตใจไว้พร้อมจะระเบิดและเผาทุกคนที่อยู่ในนี้ทุกเมื่อวานิลลาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก็พอจะรู้ ว่าคนคนนี้เลือดร้อน แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะระเบิดแรงขนาดนี้
                                “ใจเย็นลงหน่อยน่ะ...เค้าทั้งคู่ได้โดนล็อคกุญแจอยู่รึเปล่า?”
            ชายหนุ่มเลื่อนตาไปมองที่พ่อและแม่จริงของวานิลลา ทั้งคู่ไม่เหมือนจะถูกจับกุมเท่าใหร่นักถ้าไม่นับว่ามีคนมาคอยคุมจนน่าอึดอัดอย่างเมื่อกี๊...อิสะกะถอยห่างจากการ์ดต่อหน้าช้าๆและก้มลงไปหยิบกระบองไฟฟ้าและปืนของการ์ดที่เค้าอัดจนหมอบมาเหน็บไว้
                                “ไม่วางใจกันเลยสิ?”        “เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้น...”
                               “ตามใจ...เพราะถึงไงนายก็คงไม่ได้ใช้อยู่แล้ว”         วานิลลาเลื่อนเก้าอี้ออกและหย่อนตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้ามของพ่อและแม่ของอิสะกะเจ้าตัวเห็นอย่างนั้นจึงต้องตามลงมานั่งที่อีกฝั่งที่ว่างอยู่

                                “แม่นึกว่าเราตายไปแล้ว...”        สัมผัสอุ่นๆของแม่กุมเข้าที่มือของชายหนุ่มที่รื้นน้ำตาขึ้นมา
                               “กว่าจะได้เจอก็เล่นเอาเจออย่างอื่นไปเยอะเหมือนกัน”      อิสะกะยิ้มตอบแม่ของตนบางๆ
                               “แล้ว...น้องล่ะ?”       พอสังเกตไม่เห็นอิสะกะก็เปลี่ยนมาถามพ่อและแม่แทน พ่อที่มองอยู่ก็ยิ้มออกมาให้เค้าได้เบาใจ
                                 “ไปโรงเรียนไม่ต้องห่วงน่ะ เอ็งนี่...” เมื่อได้ยินก็รู้สึกเหมือนหัวใจมันเบาขึ้นเยอะอิสะกะเอนตัวไปพิงกับเก้าอี้อย่างเบาใจ

                                “...ต้องขอขัดจังหวะก่อนล่ะนะเรามีเวลาจำกัด”            วานิลลายื่นมือไปขอเอกสารปึกหนึ่งจากการ์ดที่ยืนข้างและรับมันมาคลี่ดูก่อนเงยมามองพ่อของอิสะกะ
                               “ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำอะไรกะทันหันไปบ้าง...”      วานิลลาพับหน้าเอกสารและค้อมหัวขอโทษคนมีอายุกว่าอย่างมีมารยาท
                                “เธอพูดภาษาไทยได้แน่ะพ่อ...”      “ฟังสิ= =;;”
                                “ไอ้ที่ว่ากะทันหันเนี่ยเธอทำอะไร?”         คนที่ไม่รู้มารยาทถามออกมากลางปล้องวานิลลาจิกสายตาใส่และกระทืบใส่ปลายเท้าของอิสะกะจนร้องออกไม่เป็นภาษา
                                “ป้าไม่ถือหรอกลูกแต่...หนูจะพาตั้มมันมาหาป้าใช่มั๊ยจ๊ะ?”        “...คือ...”
                               “งั้นก็ดีเลยเพราะที่นี่ก็ดีกว่าบนโลกโขเลยด้วย แถมบ้านไอ้เกลก็ใหญ่โอ่โถง กลับบ้านกันนะ”
                              “ตั้มยังกลับไม่ได้...”        คำพูดสั้นๆของอิสะกะทำให้บรรยากาศในห้องเงียบขึ้นมาพ่อและแม่หันมามองกันอย่างหาคำพูดไม่ได้
                              “เกลตายแล้ว....ถูกRuzonฆ่า”         “!!!!???”
                             “............”        “...แล้ว...ที่ขับกันดั้ม...มาเมื่อวานไม่ใช่เกล....”            พ่อของอิสะกะพูดอย่างสั่นๆความจริงบางอย่างผุดขึ้นมาในจิตใต้สำนึก
                              “เค้าเป็นนักบินของหุ่นนั่นค่ะ”       “คุณพระ...?”           แม่อุทานออกมาอย่างไม่เชื่อในใจแต่จะให้ไม่เชื่อก็ไม่ใหว เพราะการประกาศตามล่าตัวของRuzonระบุว่าเป็นชายอายุเท่าๆกับลูกของพวกเค้า แต่ก็ไม่เคยนึกเลย ว่าจะเป็นเค้าไปได้
                           “ฮ่ะๆๆๆแม่หนู... อำไปได้ พวกเราไม่ใช่ทหาร จะไปขับโมบิลสูท...”      “คุณจะบอกว่าเค้าขับไม่ได้ เพราะเค้าไม่ใช่ทหารสินะคะ?”         พ่อของอิสะกะกลืนคำพูดลงคอทันทีภาพที่เห็นก่อนจากกัน แม้เกลจะเป็นคนคุมหุ่น แต่จากปากของทหารที่ขับคอปเตอร์บอกว่าเกลไม่สามารถบังคับหุ่นได้ มีเพียงเด็กหนุ่มที่ไปด้วยกันนั้นเป็นคนขับเค้าจึงได้รู้... ว่าเป็นลูกของพวกเค้า
                             “จากทะเบียนกองทหารสมัครเข้า...คุณลุงคะ... บอกชั้นทีสิคะ ว่าพ่อของคุณสังกัดหน่วยอะไร?ก่อนจะออกมาแต่งงาน”       “ใคร...ใครจะไปรู้?ลุงรู้แค่เค้าตายในสงครามตอนลุงได้สิบกว่าขวบเอง”
                             “เหรอคะ...ถ้าอย่างนั้นก็แย่เลยสินะคะ”       “ใช่...เพราะงั้นครอบครัวลุงก็เป็นทหารมาแค่รุ่นนั้นแหละ แล้วมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับตั้มมันด้วย”         
              พ่อของอิสะกะพยายามแก้ตัวอย่างมีพิรุธแต่วานิลลาเองก็คาดการณ์ไว้แล้ว จึงได้แต่ยิ้มออกมาเป็นนัยๆ
                             “งั้น...ช่วยดูเอกสารพวกนี้ให้ทีนะคะคุณลุง”                     
              วานิลลาเลื่อนเอกสารไปต่อหน้าพ่อของอิสะกะ พอหยิบอ่านเปิดไปหน้าแรกก็เจอหลักฐานการเข้ากองทัพของRuzonที่พ่อของเค้าสมัครเข้าไป และสังกัดหน่วยทหารโมบิลสูท
                              “ไปเอามาจากไหน?”       “นั่นไม่สำคัญ...สำคัญที่หลักฐานต่อๆไป...ที่จะเชื่อมโยงระหว่างคนในนั้น กับเค้าคนนี้...จุดเริ่มต้นของการพัฒนาโมบิลคอนโทรล และการวิวัฒนาการจนสมบูรณ์ ในตัวของเค้า”

          พ่อของอิสะกะเลื่อนหน้ากระดาษเปิดเอกสารไปเรื่อยๆส่วนใหญ่รายงานถึงการลงคัดเลือกเข้าสู่การดัดแปลงตัวเองให้กลายเป็นโมบิลคอนโทรลนับสิบครั้งของพ่อของตนมันเริ่มมานานมากต่อเนื่องมาเรื่อยๆจนเค้าเกิดลากยาวมาจนถึงราวๆเค้าน่าจะอายุได้ห้าหกขวบการทดลองก็จบลง ...
                                     เพราะพ่อของเค้า ปู่ของอิสะกะ ได้โดนเบลด ซีโร่เผาสมองจนแหลก
          เอกสารตกลงมากองที่พื้น ใบหน้าชาสั่นไม่ยอมรับสิ่งที่ตนรับรู้...
                              “พ่อ...”       ภรรยามาจับแขนเบาๆเรียกสติเค้าขึ้นมาอีกครั้ง เค้าเอามือไปกุมเบาๆและเริ่มพูดออกมา                                   “แม่เคยบอก...ว่าพ่อตายในสงคราม...แต่ไม่ได้ส่งศพพ่อกลับมา เราเลยคิดว่า ร่างของพ่อ... คงแหลกไปพร้อมสงคราม”
                              “พ่อของคุณคือโมบิลคอนโทรล... ที่ถูกทดลองมาหลายต่อหลายครั้ง...เพื่อขับกันดั้ม”
                              “.........”            “แม้สุดท้ายมันจะไม่สมบูรณ์ จนทำให้ต้องแลกด้วยชีวิต”
                               “แต่ลุง...ไม่เคยรู้สึกถึงไอ้ความรู้สึกนั้นเลย”         “คุณลุงบอกว่าไม่เคยเป็นทหารไม่เคบขับ
                                โมบิลสูทสินะคะ?บอกชั้นทีได้มั๊ย? ว่าเพราะอะไร?”
                             “...ลุงเคยเป็นแต่ทหารเกณฑ์...”               “........”
                             “แต่เป็นได้ไม่ถึงปีก็ต้องออกมา เพราะบาดเจ็บหนัก จากนั้นก็ไม่เคยยุ่งกับการรบอีกเลย”
                             “งั้นก็ไม่แปลกเลย...ปฎิกริยาของโมบิลคอนโทรลจะตื่นขึ้นมาเมื่อได้รับการกระตุ้นจากคลื่นพิเศษของโมบิลสูท จะตื่นขึ้นมาเมื่อเจ้าของพลังตกอยู่ในสภาวะที่ถูกกดดันด้วยความรู้สึกรุนแรงอย่างใดอย่างนึงและออกมาในลักษณะที่ปลุกกระตุ้น ให้ร่างกาย ประสาทสัมผัส พละกำลังและแม้แต่สิ่งที่อธิบายไม่ได้อย่างพลังจิตสูงขึ้น”
                              “...รึว่า...เธอจะบอกง่ายๆคือปู่ของชั้นเป็นโมบิลคอนโทรล และไอ้ทักษะนี้เลยสืบต่อมาเรื่อยจนถึงชั้นที่พ่อไม่ได้เป็นโมบิลคอนโทรล เพราะไม่เคยขับโมบิลสูท”    วานิลลาเลิ้กคิ้วยิ้มอย่างพอใจบทจะฉลาด ก็เอาซะเบาแรงไปเยอะเลย
                             “แล้วถ้ารู้ขนาดนี้แล้ว ทำไมต้องลากพ่อแม่ และก็ชั้นมาด้วยล่ะ”       “เพราะนี่...”       เอกสารในซองกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆถูกหยิบออกมาส่งมอบให้
                              “ตามกฎที่Ruzonกำหนดเด็กเกิดใหม่ ที่มีการวัดคลื่นเฉพาะของโมบิลคอนโทรลเกินเจ็ดสิบต้องส่งมอบให้อยู่ในอำนาจการดูแลของRuzon แต่ที่ชั้นตรวจเจอค่าวัดของเค้าเกินไปไกลถึงสองร้อยสี่สิบ...ตัวเลขที่ถูกแก้นี่คุณคงจะอธิบายได้บ้าง”
                                 “.............”    “ขอ...คำตอบด้วยค่ะ”
                                “...ทีแรกน่ะไม่รู้หรอก... แต่หมอที่ทำคลอดให้บอกชั้น ให้เงียบๆไว้... เค้าจะแก้ให้อย่าพูดเรื่องนี้กับใคร ไม่งั้นอาจจะต้องเสียมันไป”          พ่อของอิสะกะเลื่อนมือมายีหัวลูกชายพลางๆ
                                “ให้ทายนะ...คุณติดสินบนเค้า...”       พ่อของอิสะกะพยักหน้าตอบตามความจริงเพราะมันก็ไม่ได้แพงมากมายอะไร แถมยังทำให้ไม่ต้องเสียลูกไปด้วย
                                “...งี้เองสินะ...เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่บอกค่ะ”           วานิลลาค้อมหัวแทนคำขอบคุณและทำท่าจะลุกขึ้นยืนแต่อิสะกะยังนั่งอยู่
                              “...ตั้ม...จะไม่กลับมากับเราเหรอลูก...”       แม้ดวงตาจะทุกข์จนแทบจะร้องไห้แต่เค้าต้องฝืนยิ้มออกมา... มันคือสิ่งที่เค้าทำเป็นประจำเพื่อให้คนที่มองไม่รู้สึกทุกข์ไปด้วย...
                              “ตั้มจะกลับบ้าน...แต่ตอนนี้เรายังไม่มีบ้านให้กลับ” “.........”
                              “...แต่อีกไม่นานสงคราม จะจบลง...”



-----------------------------------------------------------------------------------------------**Next part.

โพสต์ 28-8-2013 16:44:03 | ดูโพสต์ทั้งหมด

รางวัลสำหรับการตอบกลับ +2

ขอบคุณเน้อ =w=

แสดงความคิดเห็น

ได้เสมอครับ รับไปชิลสองคะเเนน อิอิ>w<  โพสต์ 28-8-2013 17:25
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 4-12-2016 08:59 , Processed in 0.071604 second(s), 22 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้