ดู: 265|ตอบกลับ: 7

เรื่อง เที่ยงคืน หนึ่งนาที

[คัดลอกลิงก์]

เรื่อง เที่ยงคืน หนึ่งนาที

๓....๒...๑..๐ตู้มมๆ ๆ ๆ เสียงพลุดังขึ้นหลายครั้ง ผู้คนมากมายต่างแสดงท่าทีมีความสุขกับค่ำคืนที่ไม่มีวันหลับใหล มันเป็นวันที่ทุกๆคนจะจดจำไปตลอดรอยยิ้มของเหล่าผู้คนมากมายกับวันเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ใช่ครับ!! มันคือวันขึ้นปีใหม่ และเป็นวันที่ผม “เคยมีความสุขที่สุดในชีวิตเช่นกัน”
                ผมชื่อ ดิส ครับ ผมเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรพิเศษไปมากกว่าคนอื่นๆผมเรียนอยู่โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย เป็นโรงเรียนชื่อดังประจำจังหวัดผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓        ผมมีเพื่อนสนิทอยู่หลายคนก็มี ก็อต พัฒน์ ก้อง และ โอ พวกเราเป็นเพื่อนรักกันและเป็นเพื่อนร่วมห้องอีกด้วย
                เช้าวันแรกของการเปิดเทอมภาคเรียนที่๑ นักเรียนมากมายมาโรงเรียนกันแต่เช้า แต่มันก็ปกติ ที่เด็กนักเรียนจะมากันแต่เช้าในวันแรกของการเปิดภาคเรียน “เฮ้ย!!ดิสสส ทางนี้” พัฒน์เรียกผม “เฮ้ยๆว่าไงๆปิดเทอมนี่ไปเที่ยวไหนกันมาว่ะ”โอพูดขึ้นหลังจากที่ผมเดินมาถึง “ไม่ค่อยได้ไปไหนเลยว่ะ นอนอยู่บ้านว่างๆก็ไปเดินเล่นสวนเขลางค์”ผมพูดพร้อมกับนั่งลงที่ประจำของผม “ก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดไปเยี่ยมญาติไรงี้อ่ะนะ” ก้องพูดขึ้น “ฮ่าๆๆงั้นเหรอๆก็ดีนี่”โอพูด “เออๆว่าแต่ก็อตมันยังไม่มาอีกหรอว่ะจะเข้าแถวแล้วนะนั่น”พัฒน์พูดพร้อมกับไปเดินดูหน้าห้องเรียน  “มันก็มาสายอย่างนี้เป็นประจำแหละน่า...นั่นไง เดินมาล่ะ” ผมพูดขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ก็อตที่กำลังเดินขึ้นตึกเรียน
                ตึ่งตึง ตึ๊ง... เสียงออดโรงเรียนดังขึ้น เป็นสัญญาณเตรียมตัวเคารพธงชาติเมื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จเรียบร้อย นักเรียนทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้าห้องเรียนเมื่อได้เวลาเลิกเรียน ทุกคนต่างแยกกันกลับบ้าน บังเอิญว่าบ้านของผมนั้นอยู่ใกล้โรงเรียนจึงเดินกลับเองได้ ระหว่างที่เดินกลับบ้านผมก็เดินผ่านโรงเรียนๆหนึ่ง เห็นเค้าบอกว่าเป็นยิมเทควันโด ผมก็ลองเดินไปดูหน้ายิมเป็นกระจกทั้งหมดผมและคนอื่นๆที่ขับรถผ่านจึงสามารถมองเห็นข้างในของยิมได้ “ยิมนี้เริ่มเรียนเวลาหกโมงเย็นแต่นี่พึ่งจะสี่โมงเย็นเอง งั้นใกล้ๆค่อยมาใหม่ล่ะกัน ” ผมพูดกับตัวเอง
   เมื่อใกล้เวลาจะเริ่มเรียนผมก็เดินไปดูทันทีข้างในยิมนั้นมีคนไม่มากนัก มีทั้งรุ่นเด็ก รุ่นพี่ บางคนดูรุ่นๆเดียวกับผมก็มีผมยืนดูอยู่ข้างนอกประมาณสิบนาที เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยลองตัดสินใจเดินเข้าไปดูข้างในยิม เด็กๆและคนข้างใน ต่างมองหน้าผมอย่างไม่ล่ะสายตาข้างในยิมนี้ก็ดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรพิเศษมากนัก พื้นตกแต่งไปด้วยเบาะฟองน้ำและเสาก็ถูกหุ้มด้วยเบาะฟองน้ำเช่นกัน ผมคิดว่ามันคงถูกใช้ในการสอนผมเดินไปที่ๆน่าจะเป็นโต๊ะนั่งของครูผู้ฝึกสอน ด้วยความหวั่นเกรง คงเป็นเพราะผมไม่รู้จักใครสักคนเลย“เชิญนั่งก่อนสิ”เสียงครูผู้หญิงพูดขึ้นพร้อมกับยกเก้าอี้มาวางข้างโต๊ะ “สวัสดีครับ” ผมพูดขึ้นพร้อมกับยกมือสวัสดี  ผมก็ได้นั่งคุยกับคุณครูๆก็ค่อยซักถามประวัติของผมว่าชื่ออะไร อยู่โรงเรียนอะไร เรียนอยู่ชั้นไหน บ้านอยู่ไหนทำไมถึงสนใจอยากมาเรียนเทควันโดที่นี่ พอผมคุยกับครูเสร็จผมก็ตัดสินใจจะลองเรียนดูอยากจะศึกษากีฬาชนิดนี้และถือว่าจะได้ออกกำลังกายไปในตัวและเป็นงานอดิเรกอีกอย่างหนึ่งของผมอีกด้วยเช่นกันคุณครูบอกว่าให้มาเริ่มเรียนพรุ่งนี้ได้เลย ผมก็เดินกลับบ้าน กลับไปนั่งทำการบ้านอ่านหนังสือ บ้านของผมก็ไม่ได้มีฐานะอะไรมากครับ พ่อแม่ก็เปิดร้านค้าธุรกิจส่วนตัวร้านขายของชำหลังโรงเรียน วันนึง ก็ได้กำไรไม่มากนัก แค่ก็ไม่คงที่เหมือนกับเงินเดือนเหมือนดั่งข้าราชการอีกด้วยส่วนตัวผมเองนั้นก็ไม่ได้มีอะไรดีมากนักเรียนหนังสือก็เรียนๆเล่นๆบ้างเกรดที่ได้มาก็อยู่ในระดับปานกลาง
ส่วนงานอดิเรกของผมก็อย่างเช่นเล่นเกม อ่านหนังสือ หนังสือที่ผมชอบอ่านก็เป็นหนังสือประเภทผจญภัย หรือแนวสืบสวนซึ่งหนังสือสืบสวนที่ผมชอบเป็นพิเศษนี้ก็คือเรื่อง เชอร์ล็อก โฮล์มส์ (Sherlock Holmes) เป็นนวนิยายสืบสวนหรือรหัสคดี ประพันธ์โดยเซอร์อาเธอร์โคนัน ดอยล์ นักเขียนและนายแพทย์ชาวสก็อต ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตัวละคร เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เป็นนักสืบชาวลอนดอนผู้ปราดเปรื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้านทักษะการประมวลเหตุและผลทักษะด้านนิติวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยหลักฐานและการสังเกตอันคาดไม่ถึงเพื่อคลี่คลายคดีต่างๆ
โคนัน ดอยล์แต่งเรื่องเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ไว้ทั้งสิ้นเป็นเรื่องยาว4เรื่อง และเรื่องสั้น 56 เรื่อง เกือบทุกเรื่องเป็นการบรรยายโดยเพื่อนคู่หูของโฮล์มส์คือ ดร. จอห์นเอช. วัตสัน หรือ หมอวัตสัน ในจำนวนนี้ มี 2 เรื่องที่โฮล์มส์เป็นผู้เล่าเรื่องเองและอีก 2 เรื่องเล่าโดยบุคคลอื่นเรื่องสั้นสองเรื่องแรกตีพิมพ์ในBeeton's Christmas Annual ในปี ค.ศ. 1887 และ Lippincott'sMonthly Magazine ในปีค.ศ. 1890 แต่หลังจากที่ชุดเรื่องสั้นลงพิมพ์เป็นคอลัมน์ประจำใน นิตยสารสแตรนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1891นิยายเรื่องนี้ก็โด่งดังเป็นพลุ เหตุการณ์ในนิยายอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1878ถึง ค.ศ. 1903 และคดีสุดท้ายเกิดในปี ค.ศ. 1914
   “ดิสสสสสสส ไปนอนได้แล้วลูก” เสียงแม่ของผมพูดขึ้น “ครับแม่” ผมบอกแม่พร้อมกับ เตรียมตัวไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน เช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ตื่นมาล้างหน้าล้างตาแต่งตัว เตรียมตัวไปโรงเรียนเหมือนอย่างเช่นเคยในขณะที่ผมเดินทางไปโรงเรียนอยู่นั้น ผมก็เหลือบมองไปเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนคุยกับเพื่อนๆของเธอเธอช่างมีใบหน้าที่ดูธรรมดามากนักแต่สิ่งที่เธอทำให้ผมนั้นใจต้องแทบละลายก็คือรอยยิ้มของเธอช่างดูเป็นรอยยิ้มที่ดูมีความสุขและเป็นธรรมชาติมากนั้นจึงทำให้ผมมองเธอจนไม่คลาดสายตาจนเธอคนนั้นมองมาที่ผมๆนี่แทบหลบสายเธอแทบไม่ไม่ทัน เธอและเพื่อนๆเธอก็ยิ้มและแอบหัวเราะนิดๆมันจึงทำให้ผมทำอะไรไม่ถูกและรีบเดินขึ้นห้องเรียน “เฮ้ย!!ทำไมมึงช้าจังว่ะ” พัฒน์เอ่ยปากถามผม “เฮ้ยๆกูไปเจอสาวงามมาเว้ยๆฮ่าๆๆน่ารักฝุดๆ เลยมาสายนิดหน่อย” “แหม่ๆไม่ค่ยอเลยนะคุณมึงอ่ะ”โอพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าหมันไส้“ป่ะๆไปเข้าแถวได้แล้ว”ก้องพูดขึ้นพร้อมกับลุกขึ้น ทุกๆคนต่างกับเดินไปเข้าแถวหน้าเสาธงและทำกิจกรรมหน้าเสาธงเหมือนดังเช่นเคยแต่วันนี้กลับเหมือนมีอะไรพิเศษไปมากกว่าเมื่อก่อน เมื่อผู้หญิงที่ผมเจอเมื่อเช้าเขายืนอยู่ข้างๆผม และผมเองก็พึ่งเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ และพึ่งรู้ว่าเธอเรียนอยู่ห้องข้างๆเรานี่เองผมนี่แทบไม่เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกเขิลๆอายๆอย่างบอกไม่ถูก
   พอถึงเวลาพักเที่ยง ณ สวนป่าประจำโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ๆมีเด็กนักเรียนมานั่งล้อมวงคุยกันบ้างก็นั่งเอาการบ้านมาทำกัน เพราะมีต้นไม้อยู่มากเป็นจุดๆจึงมีที่ร่ม ผมก็เล่าเรื่องเมื่อตอนเช้าให้เพื่อนๆฟังเพื่อนๆต่างพากันอิจฉากันไปเป็นแถวๆมันยิ่งทำให้ผมรู้สึกชอบผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นเรื่อยๆระหว่างที่เล่าได้ไม่มากนัก ผู้หญิงคนนั้นก็เดินผ่านมาพอดีผมก็สะกิดเพื่อนข้างๆบอกว่าเป็นเด็กผู้หญิงคนนั้นทุกคนต่างทำหน้าแปลกๆพร้อมกับหัวเราะ มันจึงทำให้ผมหน้างงกันไปเลยทีเดียว “ฮ่าๆๆเพื่อนเรามันโหดนี่หว่า”โอพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะ“เฮ้ยๆนั่นมันเล่นของสูงแล้วนะเว้ย”พัฒน์ก็พูดขึ้น“ทำไมว่ะ กูไม่เข้าใจที่พวกมึงพูด”ผมพูดพร้อมกับทำหน้าสงสัย “มึงจำครูที่สอนวิชาสุขะตอนม.๒ได้ป่าวว่ะก็ผู้หญิงที่เองพูดถึงคนนั้นน่ะ เขาเป็นลูกของครูคนนั้นแหละและอีกอย่างครอบครัวของเขาก็เป็นสายทางทหารทั้งครอบครัว พ่อก็เป็นถึงระดับนายพลแม่ก็เป็นถึงร้อยทหารโทเชียวนะเว้ย ระดับสูงๆทั้งนั้น คิดดีแล้วหรอว่ะนั่น”ก็อตพูดพร้อมกับมองหน้าผม ผมถึงกับอึ้งไปอยู่นานเพราะผมไม่เคยรู้เลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะมีครอบครัวที่สูงศักดิ์ขนาดนี้
   พอถึงเวลาเลิกเรียนผมก็เดินไปยิมเทควันโดพร้อมกับนึกถึงผู้หญิงคนนั้นได้แต่ถามตัวเองอยู่นานว่าทำไมเราถึงไม่รู้อะไรกับเขาเลยนะ เมื่อเดินไปสักพักก็ถึงยิม ผมก็รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเรียน ในการเรียนเริ่มเรียนนั้น คุณครูก็จะสั่งให้เราวอมร่างกายก่อนประมาณ๓๐ นาที เรียนทุกๆ ๓๐ นาทีก็จะมีพักเบรค ๑๐ นาที ใช้เวลาในการเรียนทั้งหมด๑ชั่วโมง๓๐นาที โดยประมาณ เมื่อเรียนเสร็จผมก็เดินกลับบ้าน อาบน้ำ อ่านหนังสือและเตรียมตัวขึ้นนอน
   เช้าวันรุ่งขึ้นผมกับเพื่อนๆก็นัดกันมาที่สวนป่าเหมือนเช่นเคยและพวกเราก็นั่งคุยกันรอเวลาเคารพธงชาติ ในขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้นสุดท้ายก็ต้องมีเรื่องมาถึงผม ซึ่งก็คือเรื่องผมกับผู้หญิงคนนั้น โอพูด “นี่ๆถ้ามึงชอบเขาจริงๆทำไมลองจีบดูว่ะ”  ผมพูดขึ้น“กูจะไปจีบเค้าได้ไงกูกับเค้ายังไม่เคยได้รู้จักกันเลย” “มึงก็ลองไปทักๆเขาดูสิว่ะกล้าๆหน่อยสิเพื่อน” พัฒน์พูด “ไม่เอาว่ะ” ผมพูด“ก็แล้วแต่นะ”ก็อตพูด          หลังจากนั้นทุกคนก็เข้าแถวเคารพธงชาติเตรียมตัวเข้าเรียนกันตามปกติ
   พอถึงเวลาเย็นผมก็เดินกลับบ้านเก็บของเตรียมตัวไปเรียนเทควันโดต่อ ผมก็เอ่ะใจขึ้นว่า “วันนี้เรายังไม่เจอเค้าเลยนี่ ตอนเข้าแถวหน้าเสาธงก็เหมือนจะมองไม่เห็นสงสัยคงจะไปอยู่ข้างหลังล่ะมั้ง” ผมพูดกับตัวเอง พอผมถึงยิมแล้วผมก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก เมื่อผู้หญิงคนนั้นเค้ามาสมัครเรียนกับแม่ของเขาผมเดินเข้าไปในยิมด้วยท่าทีเขิลๆอายๆ “สวัสดีครับคุณครู นี่ลูกครูหรอครับผม” ผมยกมือไหว้สวัสดีแม่ของผู้หญิงคนนั้น “ใช่จ๊ะนี่นายกลมก็เรียนอยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรอ ฝากลูกสาวครูด้วยนะ”
   วันนี้จึงเป็นวันที่ผมได้ทำความรู้จักกับเธอคนนี้เธอชื่อ ออน อายุ 15 ปี ถึงเธอจะรุ่นเดียวกับผมแต่อายุเธอน้อยกว่าเพราะเธอเกิดปี๔๐ แต่ผมเกิด๓๙ แต่มันก็ไม่สำคัญหรอกครับเพราะผมกับเขาก็คุยกันเหมือนเพราะร่วมรุ่นเดียวกันดีๆนี่เอง



ตั้งแต่วันนั้นผมกับออนก็เริ่มค่อยๆสนิทกันมากขึ้นๆ จนทำให้ผมนั้นยิ่งรู้สึกชอบเธอมากขึ้นไปอีกแต่ผมก็ยังไม่กล้าที่จะบอกว่าผมคิดยังไงกับเค้า พอได้คุยกันบ่อยขึ้นผมก็เริ่มรู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับออนเธอเป็นคนที่สุขภาพไม่ค่อยจะดีนัก แต่ออนกับไม่เคยแสดงท่าทีอ่อนแอให้ใครหลายคนเห็น เวลามีเรื่องทุกข์หรือร้อนใจเธอก็มักจะมาปรึกษาผมอยู่เสมอ ผมก็จะค่อยให้คำปรึกษาแนะนำเธออยู่ตลอดเวลา
เรื่องราวของผมกับออนเป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆจนเวลาผ่านมาได้ประมาณสัก๒ เดือน ผมก็เลยตัดสินใจที่จะบอกความในใจกับออนให้ได้รับรู้เพราะผมคิดว่าผมมั่นใจแล้วว่าเธอคือคนที่ผมคิดว่าใช่ที่สุดแต่เรื่องก็กลับไม่เป็นอย่างที่ผมคาดหวังไว้
                ผมเริ่มคุยกับเธออย่างสนิทมากขึ้นจนคิดว่าเธอน่าจะรู้แล้วว่าผมคิดยังไงกับเธอ ผมกำลังจะบอกเธอ แต่แล้วอยู่ดีๆเธอกับเป็นฝ่ายทักผมก่อนซะงั้น “ดิสชอบเราหรอ”ออนพูด ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออก ผมเงียบไปสักพัก แล้วก็บอกกับออนว่า “อื้ม ใช่ เราชอบเธอ ชอบมานานแล้วด้วย” ผมก็ได้แต่หลบสายตาเธอทั้งๆที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ออนก็ยิ้มแล้วก็แอบหัวเราะเบาๆ “เง้อออ หัวเราะไมอ่า เราพูดไรผิดเหรอ”  เมื่อผมพูดเสร็จก็แอบยิ้มเล็กน้อย “ฮ่าๆๆไม่มีไรหรอก ก็ไม่ได้ว่าไรนี่ ^ ^”ออนพูดพร้อมกับยิ้มให้ผม
                ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมกับออนเราก็เริ่มเปิดเผยมากขึ้นทางพ่อแม่ของออนนั้นก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร แถมยังสนับสนุนผมอีกต่างหากเพราะครอบครัวของออนนั้นเป็นสายทางทหาร แม่ของออนจึงอยากให้ผมเป็นทหารเหมือนกันแถมยังบอกอีกว่า จะได้มาอยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะผมกับแม่ของออนนั้นก็เป็นครูกับศิษย์ที่สนิทกันพอสมควรผมเลยได้รับการสนับอย่างพอสมควร ส่วนทางเพื่อนๆของผมต่างก็พากันอิจฉากันถ้วนหน้ามันจึงยิ่งทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้นและก็สัญญากับตัวเองว่าจะรักและดูแลออนให้ดีที่สุด
                ผมกับออนคบหาดูใจกันไปเรื่อยๆเราจะชวนกันไปเที่ยวในเวลาที่สำคัญๆหรือว่าเทศกาลที่สำคัญ เช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ผมกับออนและเพื่อนๆของเรา ก็ไปเที่ยวด้วยกันท่ามกลางผู้คนมากมายที่มารอเค้าดาวน์ขึ้นปีใหม่ ที่ห้าแยกหอนาฬิกาในระหว่างที่รอเวลานั้น ผมกับออนก็ชวนกันไปถ่ายรูป ไปดูของกัน เราจูงมือกันเดินไปโดยที่เธอจะเป็นคนจูงมือผมมากกว่า ผมพูดในใจกับตัวเองว่า “เราไม่คิดว่าจะมีวันนี้ เรานั้นชั่งโชคอะไรอย่างนี้นะ” เมื่อใกล้ถึงเวลา เราสองคนและเพื่อนๆก็มาอยู่ร่วมกันเรานับถอยหลังเค้าดาวน์ ๕....๔...๓...๒..๑ เฮ้........ เสียงพลุดังขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือของผู้คนนับหลายร้อยพันคน ทุกคนต่างแสดงท่าทีอย่างมีความสุขเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ผมกับออนเรามองหน้ากันสบสายตาและรอยยิ้มให้กันตู้ม!!.... เสียงกรี๊ดจากคนรอบข้างได้ดังขึ้นผู้คนต่างแตกตื่น
                เช้าวันรุ่งขึ้นรอยยิ้มท่าทางที่ดูมีความสุขของผม คงไม่มีอีกต่อไป คืนวันที่ ๓๑ ธันวาคม เวลา๐๐.๐๑นาที เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกปืนยิงจนเสียชีวิตทราบภายหลังว่าผู้ที่ยิงนั้นไม่ได้มีเจตนาจะต้องการทำร้าย แต่เป็นเหตุสุดวิสัยแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้คนที่ผมรักที่สุดนั้นกลับคืนมา...

โพสต์ 19-11-2013 15:35:18 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เขียนเองรึเปลาคะทำไมไม่มีคำเกริ่นนำเลยอะ
โพสต์ 19-11-2013 15:43:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณที่แบ่งปันกันนะครับ
โพสต์ 26-11-2013 11:18:56 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เป็นเรื่องสั้นออกเเนวดราม่าดีครับ โครงเรื่องเหมือนเรียบง่าย เเต่ก็มีจุดเปลี่ยนให้ต้องอ่านจนจบ ถึงจะมีบทบรรยายที่เกินๆมามั่ง เเต่ก็ไม่เป็นอะไรครับ เเต่ต้องติงตรงการจัดรูปเเบบของบทความครับ ที่ไม่ควรให้บทสนทนามาปนอยู่ในรูปสถานการณ์มากนัก มันจะทำให้สับสนเล็กๆเวลาอ่านครับ (เเต่ก็อาจจะง่ายในเเบบเรียงความน่ะนะ^^;;)
การลำดับเนื้อเรื่องต้องบอกว่าดีครับ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นขั้นตอนดี เเม้จะเป็นเรื่องสั้น เเต่กลับอ่านเเล้วรู้เรื่องราวโดยรวมได้ดี พยายามสร้างงานดีๆต่อไปครับ^^
         ความเห็นส่วนตัว ผิดหรือพูดเกินไปยังไงขออภัยด้วยนะครับ
โพสต์ 19-12-2013 12:29:35 | ดูโพสต์ทั้งหมด
มีต่ออีกมัย รู้สึกว่าจะดรามาจน... เอาเถอะถ้าเขียนอีกก็บอกนะจะได้ติดตาม
โพสต์ 30-12-2013 16:27:30 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณที่แบ่งปันกันฮะ
โพสต์ 29-1-2014 12:26:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณมาก ๆ เป็นเรื่องที่สนุกมาก ติดตามครับ ^^
โพสต์ 10-5-2014 19:42:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณมากครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 10-12-2016 02:17 , Processed in 0.081737 second(s), 36 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้