ดู: 173|ตอบกลับ: 3

จิตวิญญาณของความเป็น Maid ผู้เติมเต็มความสุขของปวงประชา Part 2 – Maid Café

[คัดลอกลิงก์]
リナリー・リー

จากครึ่งแรก เราได้กล่าวถึงที่มาของเมด จากยุคดั้งเดิมมาสู่แบบฉบับของญี่ปุ่นไปบ้างแล้ว ในส่วนของครึ่งหลังนี้ก็จะขอกลับมาพูดถึง Maid Café หรือเรียกได้อีกอย่างว่า Maid Kissa (ย่อจากคำว่า Kissaten แปลว่า ร้านกาแฟ-ร้านน้ำชา) อันเป็นสถานที่ทำงานของเมดทั้งหลายกันบ้างนะครับ


Maid Café หรือ Maid Kissa มีคำจำกัดความที่ชัดเจนก็คือที่พักพิงของเหล่า Otaku จากความเหนื่อยล้าในการเดินท่องเที่ยวซื้อของในย่าน Akihabara มาตลอดวัน และเป็นที่ซึ่งมีคน “พูดภาษาเดียวกัน” (หรือก็คือรสนิยมสไตล์เดียวกัน) มารวมตัวกันอยู่นั่นเอง โดยเมดสาวในร้านจะให้การต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี ด้วยบทต้อนรับอันแสนคุ้นเคยว่า “ขอต้อนรับกลับมาค่ะ นายท่าน!” อีกด้วย



Maid Café เกิดขึ้นในญี่ปุ่นครั้งแรกในรูปแบบอีเว้นท์โปรโมทของเกม Pia Carrot ในปี 1998 (ดังที่กล่าวไว้ใน Part 1) แต่ว่าไม่ใช่ร้านเมดที่เปิดอย่างถาวร ส่วนร้านที่เปิดแบบถาวรแห่งแรกนั้นคือร้าน Cure Maid Café ในปี 2001 โดยเป็นร้านของผู้ผลิตชุดคอสเพลย์ชื่อดังอย่าง COSPA นั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นด้วยเป้าหมายให้ลูกค้าได้รู้สึกผ่อนคลายกับบริการ และต่อมาก็ได้เพิ่มไฮไลท์ในรูปแบบความบันเทิงต่างๆ อย่างเช่น เมดสาวที่คอยเอาอกเอาใจ การเล่นเกมกับลูกค้า ร่วมร้องเพลง และรวมไปถึงการเต้นประกอบเพลงของบรรดาเมดสาวในร้านที่เป็นการสร้างความสนุกและสร้างบรรยากาศครึกครื้นในร้าน เป็นต้น



สำหรับเมนูในร้านเมดส่วนใหญ่จะหนักไปทางของหวาน หรือของกินเล่น และที่น่าจะขาดไปไม่ได้เลยก็คงจะเป็น “ข้าวห่อไข่” (Omu-raisu) ที่เรียกได้ว่าเป็นเมนูภาคบังคับของร้านเมดเลยทีเดียว อันที่จริง ในด้านราคาอาหารถือว่าแพงกว่าปกติทั่วไป เพราะคำนึงถึงค่าบริการจากเมดสาวด้วย หรือก็คือ เมดคาเฟ่ เป็นร้านที่ขายความบันเทิงหรือการ entertain ลูกค้ามากกว่าอาหารนั่นเอง (อาจจะเปรียบเทียบกันยาก แต่ในทางองค์ประกอบแล้วก็ลักษณะคล้ายผับหรือร้านเหล้า ที่แม้จะเป็นเหมือนร้านอาหาร แต่ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักที่การรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว) โดยนอกจากอาหารแล้ว ในเมนูของร้านก็จะมีบริการต่าง ๆ ของเมดรวมอยู่ด้วย อย่างเช่น การให้เมดเขียนข้อความหรือวาดภาพลงบนข้าวห่อไข่ เล่นเกม หรือถ่ายรูปกับเมด เป็นต้น




          Maid Café เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงปี 2003 – 2004 จากการที่สื่อต่างๆ ได้หันมาให้ความสนใจย่าน Akihabara และร้านเมดก็เป็นอะไรที่โดดเด่นน่าสนใจ ทำให้เมดเป็นที่รู้จักในวงกว้าง จนมาถึงปี 2005 ความนิยมร้านเมดได้พุ่งถึงขีดสุดเมื่อละครทีวีเรื่อง Densha Otoko ได้มีฉากในร้าน Maid Café โดยใช้ร้าน Pinafore ในการถ่ายทำ ด้วยเหตุนี้ได้ทำให้ Maid Café ที่แต่เดิมมีอยู่ 4 ร้านใน Akihabara ตอนปี 2002 กระโดดมาเป็น 40 กว่าร้านในปี 2006 โดยร้านที่ได้รับความนิยมมากๆ ลูกค้าอาจจะต้องรอนานกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้เข้ากันเลยทีเดียว! (และจำกัดระยะเวลาในการใช้บริการต่อโต๊ะด้วย หากเกินเวลาก็ต้องเสียค่าบริการเพิ่ม)


          จากการได้รับความนิยมแบบขีดสุด ในระดับที่ว่าร้านดัง ๆ อาจทำรายได้สูงถึง หลายสิบล้านเยนต่อเดือน! และนั่นทำให้เจ้าของธุรกิจอื่น ๆ อย่างโฮสต์คลับ หรือแม้แต่พวกแก๊งยากูซ่าต่าง ๆ (กลุ่มนักเลงผู้มีอิทธิพลในสังคมเมืองญี่ปุ่น) ก็หันมาสนใจในธุรกิจที่เกี่ยวกับเมดด้วย ซึ่งอะไรที่มากเกินไปมันก็ไม่ดี เมื่อเมดกลายเป็นทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ตัดผม, บริการนวด, การพนัน และอาจมีเรื่องการขายบริการทางเพศมาเกี่ยวข้อง ทำให้ภาพลักษณ์ของเมดในยุคสมัยหนึ่งก็มีความไม่เหมาะสมในหลาย ๆ ทาง จะเรียกว่าเข้าสู่ช่วงเวลาของความเสื่อมถอยสำหรับเทรนด์นี้ก็ได้



          จนกระทั่งในปี 2007 ก็ได้มีการจัดตั้ง Maid Kyoukai หรือสมาคมของเมดขึ้น เพื่อจัดการและควบคุมมาตรฐานของธุรกิจเมดอย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังมีการจัดทำ Maid Kentei หรือก็คือการสอบมาตรฐานของเมด เพื่อให้แน่ใจว่าร้านเมดที่เปิดทำการนั้น ๆ ตัวเมดที่ทำงานแต่ละคน ผ่านการสอบความเป็นเมดอย่างครบถ้วนหรือไม่ โดยการทดสอบจะแบ่งออกเป็น 5 เรื่องหลัก ๆ ด้วยกันคือ ความเป็นมาของเมด, การทำความสะอาด, การทำอาหาร, การซักผ้า และมารยาทของเมด ซึ่งผู้ที่คิดการสอบนี้ขึ้นมาก็คือ Taro Daimon หัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสาร Cosmode ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างเมดในแบบที่ควรจะเป็น กับบริการอื่น ๆ ที่ใช้เมดเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการเปิดสอนฝึกเมดกันเป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย



การเป็นเมดเองก็มีภัยอันตรายเหมือนกัน เมื่อมีคนที่ถูกเรียกกันว่า Maid Gari หรือ “นักล่าเมด” ก็คือสตอล์คเกอร์ (Stalker) ประเภทหนึ่งที่ออกตามหาเมดในย่าน Akihabara โดยหวังที่จะพูดคุย ขอเดท หรือขั้นเลวร้ายอย่างลวนลาม ซึ่งเคยเป็นประเด็นในปี 2006 เมื่อเมดได้ถูกข่มขู่ด้วยมีดและลวนลาม ซึ่ง Maid Gari นี้ก็เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงปี 2007 – 2008 ในด้านที่ไม่ดีของ Akihabara จนต่อมาในปี 2007 ทางตำรวจได้เข้ามาสอดส่องดูแลการกระทำลักษณะดังกล่าวก็ช่วยให้มีความเรียบร้อยเพิ่มขึ้นได้มาก



         หลังจากนั้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ร้านเมดได้มีลูกเล่นใหม่ ๆ ที่แปลกแหวกแนวมากขึ้น และขยายกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงกิจกรรมที่เมดจะสวมใส่ชุดแบบอื่น ๆ เช่น ชุดนักเรียน ชุดพนักงานสาวออฟฟิส ชุดกี่เพ้า เป็นต้น และอาจจะมีบริการแบบแปลก ๆ อย่างเช่น ให้เมดตบ หรือให้เมดต่อว่า ที่ตอบสนองรสนิยมชาว SM ไปด้วยในตัว ซึ่งปกติแล้วรูปแบบที่พิสดารนี้มักจะจำกัดลูกค้าเฉพาะวัยทำงานเท่านั้นอีกด้วย



         จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ธุรกิจ Maid Café ไม่ได้แพร่หลายแค่ในญี่ปุ่นอีกต่อไปแล้ว แต่ได้ไปถึงอเมริกา ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และอีก ๆ อีกมากมายรวมถึงประเทศไทยในแบรนด์ของ Maidreamin นั่นเอง ท่านใดที่ชื่นชอบการเยี่ยมเยียนร้านเมดแล้วล่ะก็ ขอให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางร้านอย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ และท่านใดที่อยากรู้ว่า Maid Café ของจริงเป็นอย่างไร ก็ขอเชิญมาให้พิสูจน์ด้วยตัวท่านเองครับ



Cr:Akibatan

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
โพสต์ 10-9-2015 18:32:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น

ด้วยความยินดีครับ  โพสต์ 10-9-2015 21:50
โพสต์ 11-9-2015 11:56:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณมากครับ สำหรับรายละเอียด
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 3-12-2016 20:43 , Processed in 0.052765 second(s), 20 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้