ดู: 238|ตอบกลับ: 0

Fate.1
หมอดูยาจก
                “ใบสุดท้าย...เลือกมาให้ข้า..”ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิททั้งตัวปิดคลุมฮูดหน้าปิดตา กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลูกค้ารายใหม่ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่ถึงสิบนาทีเธอคือหญิงสาวที่อยู่ในละแวกบ้านเดียวกับเขาและเมื่อหลายวันก่อนเขาก็เพิ่งจะเห็นเธอเดินไปโรงเรียนกับกลุ่มเพื่อนในตอนเช้า
                “นี่ค่ะ”เธอยื่นไพ่ใบสุดท้ายให้เขาก่อนจะถามออกมาพร้อมกับลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ“เป็นยังไงบ้างคะ”
                “นี่คือไพ่จันทรากลับหัวระวังตัวไว้สาวน้อยอีกสามวัน...อาจจะมีอุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นกับเจ้า..ระวังตัวไว้ให้ดีอย่าประมาทล่ะ” เขาตอบ
                “จริงหรือคะ...ตายจริงแล้วเรื่องความรักล่ะคะ เป็นยังไงบ้าง”
                ...‘เอาอีกแล้ว!’...ชายหนุ่มได้แต่คิดไว้ในใจเมื่อได้ฟังคำถามนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้คนมากหน้าหลายตาขนาดไหนก็ตามที่เข้ามาดูดวงกับเขาก็เป็นต้องถามคำถามนี้กับเขาไปเสียทุกรายราวกับว่าเป็นคำถามยอดฮิตก็ไม่ปาน
                “ความรัก...เจ้าเป็นคนที่โชคดีทางด้านนี้มักจะมีพวกผู้ชายมาตามรุมล้อมอยู่เสมอ แต่หากพูดถึงรักแท้ เจ้าก็คงยังไม่เจอเร็วๆนี้หรอกรออีกสักห้าปีแล้วเขาจะมาเอง”ชายหนุ่มตอบอย่างคล่องแคล่วราวกับฝึกฝนมาอย่างดี...ก็แหงล่ะ...ถามไม่เว้นสักคนแบบนี้เขาจะตอบไม่ได้ก็ให้มันรู้ไปสิ
                “อา...ดีจังเลยแสดงว่าเขามีตัวตนอยู่จริงๆสินะ ขอบคุณมากเลยนะคะที่ข่วยบอกให้ฉันรู้เงินฉันวางเอาไว้ตรงนี้นะคะ แล้ววันหลังฉันจะมาใหม่”หญิงสาววางเงินไว้ที่โต๊ะตรงหน้าเขาก่อนที่เธอจะลุกออกไปด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นกว่าตอนเข้ามามาก
ปึง
                เมื่อเสียงประตูปิดลงเขาก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนสักพักจนในที่สุดเมื่อเขาแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีใครเข้ามาอีก อิริยาบถก็ค่อยๆเปลี่ยนไป แขนสองข้างค่อยๆยกขึ้นเหนือหัวจนกลายเป็นท่าบิดขี้เกียจแล้วก็...
                “เฮ้อ!เสร็จสักที” ชายหนุ่มตะโกนเสียงดังเป็นการระบายความเมื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันอย่างยาวนานก่อนจะค่อยๆย้ายก้นลุกออกไปจากเก้าอี้ตัวเก่าแล้วจัดการแหวกผ้าม่านที่ทำให้บรรยากาศอึมครึมแลดูขลังออกจากกัน
                “แสงจ้าชะมัด”ว่าแล้วเขาก็เดินต่อไปที่ประตูบ้านไม้เก่าๆก่อนจะเปิดมันออกอย่างเบามือที่สุดเนื่องจากสภาพของมันใกล้จะพังเต็มทีหากใช้แรงมากกว่านี้มีหวังได้พังครืนลงมาเป็นแน่เมื่อบานประตูเปิดออกก็เผยให้เห็นสวนหย่อมเล็กๆที่เขาตั้งใจปลูกมันขึ้นมากับมือเขากวาดตามองไปทั่วจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ถึงเดินออกมา“วันนี้ลูกค้าคงหมดแล้วสินะ”
                เขาเดินตรงออกมาจากบ้านทั้งๆที่ยังคลุมฮูดไว้ราวกับกำลังปกปิดอะไรสักอย่างไม่นานนักสองเท้าก็พาเขามาถึงร้านอาหารเล็กๆตรงปากซอยมันมีตัวอักษรใหญ่เบ้อเริ่มติดไว้ว่า’โยเบียร์’และถัดจากนั้นก็ยังมีตัวอักษรเล็กๆที่เป็นสีแดงเด่นสะดุดตาเขียนไว้ว่า’ไม่มีเงินไม่ต้องเข้า’
            “หึ..”ชายหนุ่มคล้ายจะหัวเราะให้กับข้อความนั้นก่อนที่เขาจะเดินตรงเข้าร้านไปแล้วจับจองที่นั่งตรงข้างหน้าต่างไม่นานนักก็มีบริกรเดินมาที่โต๊ะ
                “รับอะไรดีครับ”บริกรถามขึ้นทว่าแทนที่เขาจะตอบ กลับเอื้อมมือไปหยิบกระดาษกับปากกาของบริกรคนนั้นมาขีดๆเขียนๆเองแล้วก็ส่งคืน
                “อะ...เอ่อ..ตามนี้นะครับ”ชายหนุ่มพยักหน้าหนึ่งที่ให้บริกรที่ดูจะงงๆกับเหตุการณ์อยู่สักพักก่อนที่เขาจะรีบเดินเอาเมนูไปให้กับครัวแล้วไม่นานนักอาหารสามสี่จานก็ถูกยกมาเสริฟ
                ชายหนุ่มยังคงไม่พูดอะไรเขาก้มหน้าก้มตากินของตรงหน้าราวกับอดอยากมานานอยู่สักพัก...เขาก็ลุกขึ้น ร่างสูงออกเดินตรงไปยังประตูทางออกอย่างรวดเร็วจนหลายคนเริ่มจะจับสังเกตได้...เขากำลังจะหนี!
                “เฮ้ย!กลับมานะโว้ย ไอ้หัวขโมย”เสียงเจ้าของร้านตะโกนออกมาแต่ไกลพาให้เขาต้องเร่งสปีดจ้ำอ้าวให้เร็วที่สุด “หนอยไวเป็นลิงเลยนะแก...หรือว่าจะเป็นไอ้บ้านั่น...” ชายวัยกลางคนที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของร้านพร้อมกับลูกจ้างอีกห้าหกคนวิ่งตามกันออกมาจากร้านเพื่อจะจับไอ้คนที่วิ่งอยู่ข้างหน้าให้ได้พร้อมกับออกคำสั่งไปด้วย
                “อ้อมไปดักหน้ามันฉันจะตามมันไปเอง!”เสียงที่ดังไล่หลังมาพาให้เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้ว่ากำลังจะโดนตามทันจึงวิ่งหลบเข้าไปในซอกตึกด้วยหวังจะสลัดให้หลุดทว่าวิ่งไปไม่เท่าไร อยู่ดีๆชายที่เขาจำได้ว่ามารับเมนูจากเขาเมื่อกี้ก็ตามมาดักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม“เร็วนักนะแก เล่นซะเหนื่อยเลย”
                “ซวยแล้ว..”ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวาเห็นท่าไม่ดีก็เตรียมจะถอยหลังแต่พอรู้ตัวอีกทีก็โดยล้อมจนหาทางหนีไม่ได้เสียแล้ว
                “ตาแหกเหรอไงป้ายหน้าร้านบอกอยู่ทนโท่ ว่าถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องมากิน เตือนไปแล้วนะเฟ้ย”ชายหนุ่มบริกรเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเขาอย่างไม่รีบร้อนจนเมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วจึงจัดการเรียกพรรคพวกที่ยืนล้อมรอบอยู่เข้ามารุมประชาทัณฑ์อย่างรวดเร็วทว่าก่อนที่ฝ่าเท้าแรกจะได้ลงประเดิมที่ลำตัวของชายหนุ่มก็มีเสียงหนึ่งขัดขึ้นเสียก่อน
                “เดี๋ยวก่อน!”
                ทุกคนไม่เว้นกระทั่งชายหนุ่มชุดดำหันไปตามเสียงนั้นทันทีราวกับนัดกันและเมื่อเห็นว่าต้นตอของเสียงนั้นมาจากใครเหล่าบริกรที่กำลังจะทำการรุมประชาทัณฑ์ก็รีบถอยออกมาอย่างรวดเร็ว
                ที่ชายชุดดำเห็นคือหนุ่มวัยกลางคนคนหนึ่ง เขาไว้ผมซอยสั้นที่ส้มแสบตาที่เป็นสีเดียวกับดวงตาของเขาและที่คางของเขาก็ยังมีเคราสั้นๆที่ช่วยเพิ่มความน่าเกรงขามในแบบของผู้ใหญ่มากขึ้นจนจัดว่าเป็นหนุ่มใหญ่ที่ดูดีมากคนหนึ่งทว่าเมื่อรวมกับชุดพ่อครัวสีขาวทั้งตัวอิมเมจน่ารักๆที่สวมมาด้วยนั้นมันกลับไม่เข้ากันสักนิดจนรู้สึกขัดลูกตายังไงชอบกล!
                “มาสเตอร์!พวกเราจับตัวหัวขโมยได้แล้วครับ” บริกรคนหนึ่งหิ้วคอชายหนุ่มชุดดำให้ออกมายืนข้างหน้าทว่าแทนที่ชายหนุ่มจะขัดขืนเขากลับยืนนิ่งให้โดนจับแต่โดยดี
                “เปิดฮูดออกซิ”เขาสั่งก่อนที่บริกรคนนั้นจะทำตามอย่างรวดเร็วโดยการถกฮูดของเขาลงราวกับรำคาญมันเหลือทนอยู่ก่อนแล้ว
พรึบ!
                “นาย!...ใช่จริงๆด้วย”คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาคือชายหนุ่มที่น่าจะอายุน้อยกว่าเค้าราวสิบปี ผมซอยสั้นเป็นทรงสีดำขลับนัยน์ตาคมสีรัตติกาล ผิวขาวจัดอย่างคนไม่ค่อยได้โดนแดดและริมฝีปากสีชมพูเกือบแดงเป็นรูปกระจับสวยราวกับเด็กผู้หญิง...ถึงแม้จะมีใบหน้าหลอเหลาราวเทพบุตรแต่ดูจากการแสดงสีหน้าที่แข็งเป็นหินนั่นแล้วคงจะเป็นซาตานไม่ผิดแน่!
                “เหวอ!”พนักงานในร้านต่างพากันร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อเหตุก็เพราะว่าชายหนุ่มตรงหน้าที่หางคิ้วไม่แม้จะกระตุกซักมิลเดียวอยู่ดีๆก็เผยยิ้มแฉ่งเจิดจ้าเสียจนแสบตา
                “ลุงเมดีสรู้อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะว่าเป็นข้า”แล้วทันใดเขาก็โผลเข้าไปเกาะแขนผู้ที่ถูกเรียกว่าลุงอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทันอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็เริ่มคิ้วกระตุกยิ่งบวกกับใบหน้ายิ้มแย้มไร้เดียงสาซึ่งถ้าพูดให้ถูกก็คือ ’ไม่รู้สึกรู้สา’นั่นก็ยิ่งแล้วใหญ่...น่าจับไปถ่วงน้ำนัก!
                “ไวกัส..”เมดีสเอ่ยเบาๆทั้งที่ไม่ได้มองหน้าชายหนุ่มเจ้าของชื่อแม้แต่น้อย
                “ครับผม”เขาตอบพลางเงยใบหน้าหล่อๆที่น่าจับถ่วงน้ำขึ้นมาตามคำเรียก
                “เจ้า...เจ้าเด็กบ้า!จะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไรกันหา คนอื่นเขามีงานมีการทำ ถ้าไม่มีอะไรทำก็ไปหางานซะจะมาป่วนข้าทำไมนักหนา” เขาพ่นคำพูดออกมาอย่างปวดหัวกับวีรกรรมของคนตรงหน้าเต็มทนแต่ก็แน่ล่ะในเมื่อเขาทั้งด่าทั้งว่าไม่รู้กี่ครั้งเจ้าเด็กที่ว่าก็ยังตามจองร้างจองผลาญเค้าไม่เลิกหากไม่ทำตัวเป็นขโมยก็มาหาเรื่องพังร้านเขาเล่นๆ แล้วอย่างนี้จะเฉยได้ไง!
                “ข้าเปล่านะวันนี้ข้าหิวจริงๆต่างหากแต่เห็นป้ายหน้าร้านของลุงเขียนว่าถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องเข้า ข้าก็เลยต้องหนีออกมาเพราะข้าไม่มีเงินเลยสักบริจ”  ชายหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้พลางทำตาปริบๆเหมือนจะร้องไห้
                “พอเลยๆไม่ต้องยื่นหน้าเข้ามาแล้วก็ไม่ต้องมาทำตัวน่าสงสารด้วยยังไงข้าก็ไม่สงสารเจ้าหรอก และที่สำคัญเงินเจ้าก็ใช่ว่าจะไม่มีแต่มาร้านข้าทุกวันข้าก็ไม่เคยเห็นเจ้าพกมันมาด้วยสักครั้ง!”เขาเอ่ยอย่างรู้ทันมองกันไปมองกันมาจนในที่สุดไวกัสก็ยอมถอดใจจนได้พลางทำหน้าเหมือนเด็กอดได้ของเล่น
                “ข้ายอมรับก็ได้ว่าข้าไม่เคยพกเงินไปร้านลุงแถมยังไปก่อเรื่องทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ...แต่ว่า จริงๆแล้วมันมีเหตุผลนะอย่างเช่นว่าวันนี้ที่ข้ามาเพราะว่าหิวจริงๆแล้วก็วันก่อนที่ทำร้านลุงเละเทะก็เพราะว่ามีคนมาหาเรื่องข้าก่อนต่างหากมันไม่ใช่ความผิดข้าทั้งหมดสักหน่อย”
            ได้ฟังดังนั้นเขาก็ถอนหายใจตัวความเหนื่อยหน่ายไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อหรอกนะ ใจจริงก็รู้อยู่ว่าเพราะอะไรไวกัสถึงได้ตามประกบก่อเรื่องกับเขาอยู่ทุกวี่ทุกวันจนคนอื่นเขาระอากันไปหมด...นั่นเพราะเจ้าเด็กที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กจึงต้องทำงานเลี้ยงตัวเองไปวันๆอย่างเลี่ยงไม่ได้ที่มีชีวิตอยู่มาได้เป็นปกติสุขขนาดนี้ก็อัศจรรย์มากแล้วและเพื่อให้ชีวิตของตัวเองเหมือนคนปกติมากที่สุดเขาที่มีโอกาสได้รู้จักกันผ่านเหตุการณ์หนึ่งจึงได้กลายมาเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพคนแรกและคนเดียว...แต่ถึงยังไงมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาอ้างเลยสักนิดเขาเลิกใช้เหตุผลนี้กับเจ้าเด็กบ้านี่มาสองปีแล้ว!
                “ถ้าข้าเชื่อเจ้าก็บ้าแล้วจะด้วยเหตุผลอะไรข้าก็ไม่สนหรอก สนแต่ว่าเมื่อไรเจ้าจะทำตัวเป็นคนปกติเหมือนคนอื่นเขาสักที”พูดได้ดังนั้นก็พยายามสูดหายใจเข้าชุดใหญ่แล้วปล่อยมันออกมารวดเดียว”เอาเถอะข้าขี้เกียจจะบ่นเจ้าแล้ว วันนี้เจ้ากลับไปได้แล้ว ข้าจะไปทำงานต่อ”
                ฝ่ายไวกัสที่เหมือนจะรอคำนี้มานานยิ้มแฉ่งโชว์ฟันขาวออกมาทันทีก่อนจะเอ่ยอะไรต่อ
                “เดี๋ยวก่อนลุงวันนี้ข้าขอตามไปที่ร้านด้วยสิ ข้าสัญญาว่าจะไม่สร้างเรื่องเด็ดขาด” และเขาก็ได้ยินเสียงตอบกลับมาทันทีที่มาดีสหมุนตัวเดินกลับร้าน
                “ฝันไปเถอะ”ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบจ้ำอ้าวออกไปอย่างไม่คิดชีวิตทันที
                “หยุดนะลุง!...อะไรจะวิ่งไวขนาดนั้น...เอาเถอะวันนี้ข้าจะไม่ตามสักวันก็ได้”
                และแล้วเขาก็ต้องเดินกลับบ้านทั้งทียังออกมาข้างนอกได้ไม่ถึงสองชั่วโมงทว่าระหว่างทางที่เดินมานั้น...ร้านขายผลไม้ตรงหน้าเขานั่นเองแอปเปิ้ลผลนั้นกำลังจะหล่นจากแผง..ตุบ...เขารับมันได้พอดีและก่อนที่เจ้าของร้านจะหันมามองเขาก็เก็บมันใส่กระเป่าของตัวเองอย่างแนบเนียนไม่นานนักสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับอมยิ้มสีสันสดใสที่วางไว้ในร้านที่ถูกตกแต่งให้น่ารักเหมาะกับเด็กผู้หญิงเข้า
                ไม่ต้องรอให้สั่ง...ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านทันทีด้วยความที่ในร้านมีคนเยอะจนแทบจะชนกันไปทุกทิศเขาจึงเดินเข้าไปโดยไม่น่าสงสัยสักนิดทว่าสายตาที่เฉียบคมเกินไปก็ดันไปมองเห็นกล้องที่ถูกซ่อนไว้ในหลืบของกำแพงเสียก่อน
                “ในร้านอย่างนี้ยังมีติดอีกหรอเนี่ย”เขาพึมพำเบาก่อนจะหลุดหัวเราะหึๆออกมาราวกับกำลังสนุกเสียเหลือเกินและไม่นานนักเขาก็มายืนอยู่หน้าอมยิ้มอันนั้นก่อนที่เขาจะแกล้งทำเป็นเดินไปเดินมาชนกล่องอมยิ้มจนมันตกลงมาที่พื้นแล้วใช้เท้าค่อยๆเขี่ยอมยิ้มนั้นไปตามทางเรื่อยๆโดยที่ก้มลงมองให้น้อยที่สุดจนกระทั่งมันหลุดออกมานอกร้านมือเรียวยาวจึงค่อยหยิบมันขึ้นมาใส่กระเป๋าเสื้อ
                “อะไรจะง่ายปานนี้หึๆ ถ้าลุงรู้เข้าคงโกรธจนพ่นไฟใส่หน้าแน่ๆ”



เจอกันอาทิตย์หน้าครับ
FatE - MagiciaN





ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 8-12-2016 16:51 , Processed in 0.085205 second(s), 18 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้