ดู: 421|ตอบกลับ: 0

FatE-MagiciaN : Fate.2 [คณะละครสัตว์2]

[คัดลอกลิงก์]
                “หยุดได้แล้วมนุษย์ไม่มีใครในพวกเจ้าที่สามารถสู้เทพได้หรอก” เสียงเย็นดังขึ้นแทรกบรรยากาศอึมครึมฉากตรงหน้าคือฉากที่แกนนำจากทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันก่อนจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่แต่ดูเหมือนว่ามนุษย์พิลึกคนนั้นจะไม่ยอมจำนนโดยดียังคงเถียงกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
                “มีสิ!ถึงพวกเราจะมีแค่เวทมนตร์แต่หากเราใช้อย่างชาญฉลาดย่อมเกิดเป็นพลังไร้เทียมทานขึ้นแน่”เมื่อเทพได้ยินดังนั้นจึงสวนกลับไปว่า
                “แล้วอะไรจะทำให้พวกเจ้าใช้มันอย่างชาญฉลาดได้ล่ะในเมื่อมนุษย์ทุกคนมีปัญญาเท่าเทียมกันหมด” แต่แทนที่จะหยุดคิดก่อนตอบมนุษย์คนนั้นกลับยิ้มอย่างมั่นใจแล้วเอ่ยสิ่งที่ไวกัสต้องตกใจจนแทบจะตกเก้าอี้
                “ความล่วงรู้ไงล่ะเรามีอีกสิ่งที่ท่านไม่คาดคิด นั่นก็คือผู้พยากรณ์ที่เฝ้ามองอยู่ทางนั้น!”นิ้วที่ชี้ผ่านผู้คนบนอัฒจันทร์มาทางเขาอย่างตรงแผงพาให้มือเรียวต้องสวมฮูดปิดบังใบหน้าที่เพิ่งจะเลิกออกเมื่อไม่นานนี้แทบไม่ทัน”ขอเชิญท่านอาจารย์ด้วยขอรับ”ท่าทางเชื้อเชิญทำให้เขาสับสนไม่น้อย ทว่าเมื่อให้ผู้ชมทั้งหลายต่างมองมายังตำแหน่งที่นั่งอยู่เป็นตาเดียวร่างสูงจึงต้องลุกขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ก่อนจะค่อยๆก้าวลงจากอัฒจันทร์จนไปยืนอยู่บนลานแสดงพลางทำสีหน้าบอกบุญไม่รับส่งไปให้คนข้างล่าง
                “อาจารย์...นี่น่ะหรือ”เมื่อได้มายืนอยู่ตรงหน้า ชายผมขาวที่ว่าจึงพิจารณาเขาหัวจรดเท้าอย่างไม่เกรงใจทำเอาความรู้สึกแรงกล้าเมื่อครู่หายไปจนหมด”เอาอย่างนั้นก็ได้ ข้าจะขอท้าดวลกับอาจารย์ของเจ้าก่อนก็แล้วกันหากเขาทำให้ข้าถูกใจได้ ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปและไม่คิดทำลายโลกนี้อีก”
                ช่างเป็นข้อเสนอที่ดูง่ายเสียเหลือเกิน...หากเขาเป็นคนที่ชมการแสดงอยู่บนอัฒจันทร์ก็คงจะคิดแบบนี้ทว่าตอนนี้เหตุการณ์กลับตาลปัตรเสียจนต้องมึนหัวเนื่องจากคนดูการแสดงกลับต้องมาแสดงเสียเอง ฉะนั้นตอนนี้อย่าว่าแต่ข้อตกลงนั่นเลยแค่ให้ออกมาไล่ตบยุงยังไม่อยากจะทำ!
                “แน่นอนเรารับคำท้า”สิ้นคำเชลยก็ได้แต่หันขวับไปยังต้นเสียงด้วยใบหน้านิ่งสนิทด้วยไม่รู้จะทำอะไรได้ ถึงที่ได้เข้ามาจะเป็นเพราะบัตรฟรีก็เถอะแต่คนขี้ตืดอย่างเขาก็ไม่ได้อยากจะคุ้มขนาดนี้นะคิดได้ดังนั้นร่างสูงก็พยายามเต็มที่ที่จะส่งข้อความนั้นผ่านทางสายตาทว่าดูเหมือนคนตรงหน้าจะทึ่มเกินไปจึงไม่แม้แต่จะหยุดมองหน้าเขาให้ชัดๆด้วยซ้ำ
                “เดี๋ยวนะทั้งสองคน...”ในที่สุดเชลยก็ตัดสินใจส่งเสียงออกไป แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างหรืออะไรก็ตามแต่ตัวละครหลักทั้งสองจึงพากันแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินอย่างหน้าตาเฉยราวกับเป็นเสียงนกเสียงกาก็ไม่ปาน...เอาเถอะเขาพอจะเข้าใจจุดประสงค์ของเจ้าพวกนี้แล้ว นี่คงพยายามจะทำตัวเป็นนักแสดงที่ดีให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการแสดงอยู่สินะ...
                “พลังในการล่วงรู้อย่างนั้นหรือแค่นั้นมันจะทำอะไรได้เล่ามนุษย์”เสียงที่ดังแทรกพาให้คนที่หงุดหงิดอยู่แล้วยิ่งหงุดหงิดเข้าไปอีกหันไปมองอย่างรวดเร็ว”นั่นมันเป็นแค่เรื่องหลอกเด็กเท่านั้นแหละ”
                ไวกัสเริ่มคิ้วกระตุกแปลกๆด้วยคำพูดนั้นสายตาที่มองมามันต่างจากที่เขาเห็นบนอัฒจันทร์อย่างสิ้นเชิงรู้สึกว่านอกจากในบทแล้วเจ้าหัวขาวนี้ยังมีรังสีอำมหิตแผ่ออกมาเพื่อเขาโดยเฉพาะอย่างไรชอบกล
                “แล้วท่านล่ะมีอะไรจะมาสู้กับข้า เทพนี่เขาใช้อะไรสู้กันหรือ ใช่พวกคทาเหมือนในการ์ตูนตาหวานรึเปล่า”สาบานได้ว่าเขาเห็นฝั่งนั้นคิ้วกระตุกเหมือนกัน ฝีปากที่ปิดอยู่นานเริ่มเปิดใช้ด้วยความหมั่นไส้ส่วนบุคคลแต่นั่นก็ทำให้ผู้ชมเริ่มสนใจได้ไม่น้อยเนื่องจากเขาที่เงียบมาตลอดเริ่มตอบโต้บ้าง
                “เวทมนตร์...”นานพอสมควรอีกฝ่ายจึงเริ่มพูดขึ้น ก่อนจะใช้มายากลของเขาทำให้เหมือนมีไฟจุดขึ้นที่ฝ่ามือหนาส่งผลให้คนถามพยักหน้าตามอย่างทำความเข้าใจก่อนจะตีหน้าซื่อตอบกลับไปให้พอแสบๆคันๆ
                “แล้วเวทมนตร์นี่ใช่ของหลอกเด็กรึเปล่าท่านเหมือนกับการ’ทำนาย’ของข้าที่ท่านเอ่ยไว้เมื่อกี้มั้ย”ริมฝีปากสวยเป็นเอกลักษณ์เอ่ยเน้นคำว่าทำนายเป็นพิเศษราวกับจะบอกให้รู้ว่ามันไม่ใช่พลังล่วงรู้บ้าบออะไรนั่นแต่เป็นการทำนายต่างหาก
                ถึงที่ผ่านมาเขาจะไม่เคยเรียนศาสตร์ด้านนี้หรือไปลักจำอะไรแบบนี้มาก่อนและถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรการเดาสุ่มมั่วซั่วของเขาถึงได้ถูกเผงไปเสียทุกครั้งจนกลายเป็นการหารายได้หลักในปัจจุบันแต่ประสบการณ์ต้มตุ๋นที่สะสมมาหลายปีทำให้เขามั่นใจว่าเขาเป็นคนที่โชคเข้าข้างมากเพียงใดและมันก็มากพอที่จะใช้มันกวนประสาทคนอื่นเสียด้วยสิ
                “อนาคตน่ะไม่สามารถทำนายได้หรอกมันก็แค่ความคิดของพวกสิ้นคิดไร้ที่พึ่งเท่านั้น” เมื่อโดนโต้มาอย่างนั้นแทนที่จะรู้สึกอะไรเขากลับตอบไปได้หน้าระรื่น
                “หึมายาน่ะก็เป็นแค่มายา เป็นแค่‘ของปลอม’เท่านั้นเหมือนกันสินะ”คำถามที่เหมือนกับไม่อยากได้คำตอบ ทว่ากลับเป็นคำเสียดแทงจิตใจดีๆนี่เองทำให้คิ้วคมอดขยับเข้าหากันเล็กๆจนแทบจะไม่สังเกตเห็นไม่ได้
                นัยน์ตาสีเงินวาวโรจน์เล็กน้อยเป็นสัญญาณตอบรับที่ชวนให้สะใจไม่น้อยสำหรับไวกัสที่คิดว่าเจ้าตัวคงไม่ค่อยแสดงอารมณ์โกรธให้ใครได้เห็นบ่อยนักชายหนุ่มยักคิ้วเป็นเชิงยั่วให้อีกฝ่ายตามนิสัยช่างกวนประสาทก่อนจะต้องชะงักไปเนื่องจากนักมายากลมือไวตรงหน้าได้ใช้โอกาสที่เขาประมาทฉวยเอาตลับไพ่ขอบดำจากกระเป๋าของเขาไป
                “นี่คงจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในศาสตร์ทำนายของเจ้าสินะ”ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมขาวปลอดเอ่ยขึ้น ถึงใบหน้าจะยังนิ่งเรียบไม่ต่างจากเดิมนักทว่าเมื่อเห็นแววตาท้าทายที่ระริกอยู่ในนั้นแล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าคนตรงหน้าไม่มีทางยืนต่อปากต่อคำกับเขาเฉยๆแน่
                “ท่านคิดจะทำอะไร”เขาถามอย่างไม่ไว้ใจพลางเหลือบมองมือที่ถือไพ่ของเขาไปด้วย ไม่นานเกินรอรอยยิ้มที่เหมือนกับรอยยิ้มแสยะก็ปรากฏขึ้นบางๆอย่างผู้ที่เหนือกว่าฝ่ามือเรียวที่สวมถุงมือสีขาวอย่างนักมายากลวางไพ่ชุดนั้นไว้บนโต๊ะตรงหน้าก่อนจะหันไปทางผู้ชมเป็นสัญญาณว่าต่อจากนี้คือการแสดงโชว์แล้วค่อยๆหยิบไพ่ขึ้นมาทีละใบต่อกันไปเรื่อยๆอย่างเบามือ
                ไวกัสมองการกระทำนั้นอย่างใจเย็นจากรูปทรงสี่เหลี่ยมเล็กๆที่เกิดจากไพ่สี่ใบค้ำกันไว้ค่อยๆขยายอาณาเขตไปเรื่อยๆจนกลายเป็นเหมือนกับกำแพงวงกลมที่มีช่องว่างอยู่ตรงกลางผู้ชมต่างพากันเงียบกริบด้วยความลุ้นกลัวว่าไพ่สักใบอาจจะหล่นลงมาพาให้กำแพงนั้นพังลงหมดทว่าจากสายตาของไวกัสเขามองไม่ออกเลยว่ามันจะล้มลงมาได้ยังไงด้วยน้ำหนักมือที่วางไพ่นั้นเบาจนเหลือเชื่อบวกกับการคำนวณองศาตำแหน่งของไพ่ที่ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่องศาเดียวยิ่งทำให้มั่นใจเข้าไปใหญ่
ชายหนุ่มหรี่ตาลงอย่างสำรวจ จากฝีมือของคนตรงหน้าที่ทำการแสดงมาตั้งแต่ต้นทำให้เขามั่นใจว่าชายคนนี้ไม่ใช่พวกมือสมัครเล่นกระจอกๆแน่ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกหรือการวางตัวแม่กระทั่งความคล่องแคล่วในการแสดงโชว์มายากลก็ทำได้อย่างไม่มีที่ติหากเขาเป็นผู้ชมคงจะอดคิดไม่ได้ว่าความมั่นใจในการแสดงของเขามันช่างมีเสน่ห์จนหน้าหมั่นไส้เสียจริงทว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ชมและก็ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกเหมือนมันขาดอะไรไปสักอย่าง...อะไรที่สำคัญที่สุด...
            “ใบสุดท้าย”เมื่อนักมายากลหนุ่มเอ่ยคำสั้นๆให้ได้ยินร่างสูงจึงหลุดจากภวังค์ก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าต่อกำแพงวงกลมเมื่อครู่ตอนนี้กลายมาเป็นฐานให้กับรูปทรงกรวยด้านบนมองรวมๆแล้วดูออกได้ทันทีว่าเป็นรูปทรงของเต็นท์คณะละครสัตว์ที่เขากำลังยืนอยู่ด้วยการเรียงที่สลับสีดำแดงของดอกไพ่และเหลื่อมล้ำในองศาที่พอดีอย่างจงใจทำให้มันออกมาดูดีกว่าโชว์ต่อไพ่ที่เขาเคยเห็นมาบ้างอย่างประหลาด
มาดีนด์วางไพ่คิงส์โพดำที่คาดว่าจะเป็นใบสุดท้ายลงไปอย่างเบามือบนจุดที่เป็นจุดยอดของเต็นท์เพื่อช่วยค้ำไพ่อีกใบหนึ่งไว้ไม่ให้ล้มจนกลายเป็นว่าตอนนี้เขาต่อไพ่ทั้งตลับเป็นทรงเต็นท์คณะละครสัตว์ที่สูงประมาณครึ่งเมตรได้นัยน์ตาสีเงินเงยขึ้นสบตาอีกฝ่ายทันทีที่วางใบสุดท้ายลงไปและทางฝั่งนักพยากรณ์หนุ่มเองก็จ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้เสียด้วยพาให้ผู้ชมทั้งหลายต่างเงียบกริบรอดูว่าการแสดงนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป
ไวกัสจ้องนัยน์ตาสีเงินอย่างไม่เข้าใจทว่าก่อนที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้เสียงตบโต๊ะที่ดังสนั่นไปทั่วก็ทำให้เขาแทบจะกระโดดข้ามโต๊ะไปต่อยคนตรงหน้าให้รู้เรื่องไปเสีย
ปึง!
                นักพยากรณ์หนุ่มเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็นไพ่ขอบดำที่ถูกนำไปต่อเป็นรูปทรงเต็นท์คณะละครสัตว์พังครืนลงมาทั้งหมดทันทีที่มาดีนด์ตบโต๊ะอย่างจงใจสิ่งที่เหมือนกับเป็นคู่หูของเขาร่วงลงมากองรวมกันอยู่บนโต๊ะราวกับใบไม้ร่วง
เฮ!
            “สุดยอด!”ผู้ชมบนอัฒจันทร์ต่างพากันร้องเฮด้วยความสะใจด้วยโชว์ตรงหน้าทำให้พวกเขารู้สึกว่านักมายากลหนุ่มที่ยืนอยู่บนลานแสดงตอนนี้สุดยอดเสียเหลือเกินเพราะการที่เขาสามารถต่อไพ่ทั้งตลับให้ดูแข็งแรงและสวยงามได้ภายในไม่กี่นาทีรวมทั้งทำลายมันอย่างไม่คิดเสียดายราวกับใครๆก็สามารถจะทำได้ทำให้คนที่ดูอยู่อดไม่ได้ที่จะชื่นชมอย่างออกหน้าออกตา
                “นาย...”ไวกัสเอ่ยพอให้ได้ยินกันสองคนเหตุการณ์นี้เองทีทำให้เขาเข้าใจทุกอย่างอย่างแจ่มแจ้งว่าเจ้าคนตรงหน้าเขาต้องการที่จะหยามกันด้วยการนำสิ่งที่เปรียบเหมือนตัวแทนเขาไปแสดงเป็นกลของตัวเองและตอกย้ำด้วยการทำให้มันพังอย่างจงใจยิ่งได้เห็นมุมปากที่กระตุกขึ้นเล็กๆของมาดีนด์แล้วยิ่งมั่นใจว่าเป็นความจริงอย่างที่คิดทุกประการทว่าก่อนที่จะได้ทำอะไรบุ่มบ่ามออกไปเขาก็หยุดตัวเองไว้ได้เสียก่อนเพราะอะไรน่ะหรือ...เพราะถ้าหากเขาทำจริงๆไอ้รอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้นั่นมันจะกลายเป็นรอยยิ้มที่มอบให้สำหรับเขาจริงๆน่ะสิ!
                ชายหนุ่มผมดำพยายามสุดชีวิตที่จะยิ้มออกมาแล้วแกล้งทำเป็นปรบมือให้กับคนตรงหน้าเหมือนกับผู้ชมคนอื่นรอกระทั่งเสียงบนอัฒจันทร์เบาลงแล้วจึงใช้มือสองข้างเท้าไว้กับโต๊ะก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชายตรงหน้าเสียจนเขาต้องเขยิบหนีทว่าก่อนที่จะได้เขยิบไปไหนสร้อยของเขาก็ถูกดึงไว้โดยคนที่มือไวพอๆกับนักมายากลเสียแต่ว่าเป็น‘โจร’ ไม่ใช่นักมายากลอย่างเขาเท่านั้นเอง
                “คราวนี้ข้าขอใช้ของท่านบ้างก็แล้วกัน”รอยยิ้มสว่างจ้าจนแสบตาพาให้มาดีนด์ต้องหรี่ตาลงน้อยๆอย่างรับไม่ค่อยได้และก่อนที่จะรู้ตัวสร้อยที่เขาพกไว้ประจำก็ถูกกระตุกออกอย่างเบามือจนลำคอของเขาแทบจะไม่รู้สึกถึงการกระตุกเลยสักนิดไพ่ขอบดำหกใบถูกยัดไว้ในฝ่ามือหนาที่สวมถุงมือไว้อย่างดีก่อนที่เจ้าตัวจะถอยห่างออกไปยืนอยู่ตำแหน่งเดิม
                ไวกัสค่อยๆปลดจี้ที่ห้อยอยู่กับสร้อยของมาดีนด์ออกอย่างเบามือและสิ่งที่เขาถืออยู่ตอนนี้ก็คือลูกเต๋าสีดำสนิทลูกเล็กๆที่แต้มของมันถูกแต่งเติมด้วยสีทองอร่ามให้ความรู้สึกว่ามันดูมีค่ามากอย่างน่าอัศจรรย์
                นักพยากรณ์หนุ่มหันไปหาผู้ชมก่อนจะโค้งตัวลงในท่าคำนับแล้วหันไปสบตาคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันทีริมฝีปากรูปกระจับที่ควรจะเป็นของเด็กผู้หญิงแย้มยิ้มที่น่าจะเรียกได้ว่าหลอนในความคิดของมาดีนด์และไม่ต้องให้รอนานไวกัสที่ตอนนี้กำลูกเต๋าที่ถูกใช้เป็นจี้ของสร้อยคออยู่ในมือก็เอ่ยปากขึ้น
                “ในมือของท่านมีไพ่อยู่หกใบเท่ากับจำนวนแต้มของลูกเต๋าในมือของข้า ข้าคงต้องขอให้ท่านช่วยในการแสดงพลังของข้าให้ท่านเห็นเสียหน่อย”เมื่อได้รับการขมวดคิ้วตอบกลับมา ไวกัสจึงเอ่ยต่อไปเพื่อไขความข้องใจ “ข้าต้องการให้ท่านเลือกไพ่ออกมาสามใบไม่ซ้ำกันแล้ววางคว่ำไว้ที่โต๊ะโดยที่ข้าจะขอความร่วมมือจากประชาชนคนหนึ่งในนี้เพื่อให้เป็นคนเดียวที่มีสิทธิดูไพ่ที่ท่านเลือกไว้ได้และหลังจากนั้นข้าก็จะทอยลูกเต๋านี้สามครั้งโดยไม่มีการโกงใดๆทั้งสิ้นแล้วท่านจะพบว่าแต้มที่ออกจากการทอยลูกเต๋าสามครั้งของข้าจะเหมือนกับเลขไพ่ของท่านพอดีอย่างแน่นอน”
                ไวกัสเลือกใช้คำพูดให้เข้ากับเนื้อเรื่องโดยการเรียกผู้ชมเหมือนเป็นประชาชนคนหนึ่งในการแสดงก่อนที่ร่างสูงจะโค้งตัวให้เด็กสาวคนหนึ่งที่อายุไม่น่าจะเกินสิบห้าปีให้ออกมาที่ลานแสดงเธอเดินออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนักแต่ก็พยายามฟังที่นักพยากรณ์หนุ่มอธิบายอย่างตั้งใจ
                “โดยที่เจ้าจะไม่รู้ไพ่ที่ข้าเลือกไว้สินะ”มาดีนด์ถามอย่างใจเย็นก่อนจะหยิบไพ่หกใบนั้นมาแล้ววางสามใบที่เขาไม่ต้องการไว้ที่อื่นจากนั้นก็ยื่นไพ่ใบที่เหลือไปให้เด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างๆเขาดูเมื่อเห็นเธอพยักหน้าจึงคว่ำมันลงบนโต๊ะตามที่คนตรงหน้าบอก
                “ถูกต้องเพราะตอนที่ท่านเลือกอยู่นี่ข้าก็หันหลังอยู่ไงล่ะ” ไวกัสตอบพลางยิ้มระรื่นด้วยความมั่นใจตามประสาคนไม่คิดอะไรมาก
                “เสร็จแล้ว”เมื่อได้ยินดังนั้นร่างสูงจึงหันมาเผชิญหน้ากันอย่างเดิมก่อนจะหันไปถามเด็กสาวเพื่อความแน่ใจ“เจ้าจำไพ่ของเขาได้แล้วใช่ไหม”
                เด็กสาวพยักหน้ารัวๆเขาจึงชูลูกเต๋าอันเล็กให้ผู้ชมบนอัฒจันทร์ดูก่อนจะทอยมันต่อหน้าทั้งสองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
คลุกๆๆ
                ลูกเต๋ากลิ้งหลุนๆก่อนที่มันจะหยุดเป็นครั้งแรกและแต้มก็ปรากฏออกมาตรงหน้าทั้งสามคน
                “ห้า!”ไวกัสตะโกนออกมาให้ได้ยินกันทั่วส่งผลให้เด็กสาวเปิดไพ่ใบแรกขึ้น ไพ่ห้าดอกจิกถูกหยิบขึ้นโชว์ผู้ชมที่เมื่อได้เห็นว่าทายถูกจริงๆเสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงเริ่มดังขึ้น
                “สาม!”นักพยากรณ์หนุ่มตะโกนอีกคราและก็ถูกอีกครั้งเมื่อไพ่ที่คว่ำอยู่เป็นไพ่สามโพดำจริงๆคราวนี้เสียงของผู้ชมจึงดังขึ้นอีกเมื่อต้องการจะจับผิดคนบนลานแสดงให้ได้ทว่าเมื่อเห็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงนั้นจึงไม่กล้าฟันธงว่ามีการโกงเนื่องจากเธอไม่ใช่คนของคณะละครสัตว์เช่นเดียวกับชายหนุ่มเสื้อคลุมสีดำที่ถูกดึงไปทำการแสดงอยู่ตรงนั้น
                มาดีนด์มองการกระทำของไวกัสอย่างละเอียดทุกขั้นตอนเนื่องจากการเป็นนักมายากลของเขาทำให้สามารถมองเห็นกลของผู้อื่นได้ง่ายและด้วยความที่เขาไม่ใช่นักมายากลฝึกหัดทั่วไปแต่เป็นยอดฝีมือคนหนึ่งมันยิ่งง่ายในการจับผิดกลของคนตรงหน้าเข้าไปใหญ่ทว่าความคิดนั้นก็ต้องหยุดลงเพราะไม่ว่าจะมองเท่าไหร่มองยังไงก็ยังคงไม่เห็นลูกเล่นอะไรของคนตรงหน้าเลยสักนิดแถมลูกเต๋าที่ถูกทอยอยู่นั่นยังเป็นของของเขาเองเสียอีกแบบนี้อย่าว่าแต่จะโกงอะไรนักหนาเลยแค่จะใช้ทริกยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
                เมื่อการทอยครั้งสุดท้ายมาถึงระหว่างที่ลูกเต๋ากำลังหมุนนั้นผู้ชมรวมทั้งมาดีนด์และเด็กสาวตรงหน้าก็พากันเงียบกริบใช้สมาธิทั้งหมดพยายามหาข้อผิดพลาดในการแสดงโชว์นี้จนกระทั่งมันหยุดลงไวกัสจึงตะโกนเป็นครั้งสุดท้าย
                “หนึ่ง!”ทุกคนแทบจะหยุดหายใจรอเวลาที่เด็กสาวจะเปิดไพ่ออก และเมื่อมันเปิดออกผู้ชมก็เกือบจะหยุดหายใจเข้าจริงๆเมื่อมัน...
                “ไม่ใช่”หญิงสาวเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ ในเมื่อตอนที่ชายผมขาวยื่นให้เธอดูมันก็ตรงอย่างที่เขาพูดแล้วทุกใบแต่ไพ่ที่ปรากฏออกมากลับเป็นไพ่คิงส์โพดำที่ไม่รู้มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรเด็กสาวจึงต้องส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ถูกต้องให้ผู้ชมเห็นทั้งๆที่ไม่เข้าใจ
                “เดี๋ยวก่อนสิสาวน้อย”ทว่าก่อนที่จะมีการประท้วงของผู้ชมเกิดขึ้นนักพยากรณ์หนุ่มก็เอ่ยเรียกเสียก่อน“ยังมีอีกใบที่ยังไม่ได้เปิดไม่ใช่หรือ”เมื่อได้ยินดังนั้นเธอจึงรีบหันไปมองบนโต๊ะทันที
                “จริงด้วย!”เด็กสาวไม่รอช้ารีบเปิดไพ่ที่ซ้อนทับอยู่ข้างล่างใบที่เธอถือนั้นขึ้นมาดูแล้วตะโกนเสียงดังทันที“เอสโพดำยืนยันแล้วค่ะ!”
                เท่านั้นเสียงที่จะไล่โห่จึงกลายเป็นเสียงปรบมือดังก้องทันทีไวกัสโค้งตัวให้ผู้ชมอีกครั้งก่อนที่เขาจะร้อยจี้ลูกเต๋ากลับไปอย่างเดิมแล้วโยนมันให้เจ้าของที่ยังยืนนิ่งจ้องเขาไม่วางตา
                “เขาว่ากันว่าการพิสูจน์ต้องทำสามครั้งถึงจะเป็นความจริงสินะท่าน”มือเรียวรวบไพ่ของตัวเองเข้ากองอย่างเดิมก่อนจะขยับฮูดให้กระชับกว่าเดิมแล้วเดินขึ้นไปบนอัฒจันทร์ท่ามกลางเสียงปรบมือโดยไม่ลืมทิ้งอะไรไว้ให้เจ็บแสบเล่นๆพร้อมรอยยิ้มที่นักมายากลหนุ่มคิดว่าหลอนจริงๆ
                “ว่าแต่ท่านนี่โกงไม่เนียนเลยนะนึกว่าจะหลอกโชคของข้าได้มากกว่านี้เสียอีก”


ฝากติชมด้วยครับ
FatE--MagiciaN

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ประวัติการแบน|Anime-Thai | สังคมของคนรักอนิเมะ Google+

GMT+7, 3-12-2016 02:50 , Processed in 0.123087 second(s), 18 queries , Gzip On, Xcache On.

Powered by Discuz!

© 2001-2013 Comsenz Inc.

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้